posttoday
เดือนเด่นหนุน‘ทีพีพี’ RCEP พึ่งไม่ได้

เดือนเด่นหนุน‘ทีพีพี’ RCEP พึ่งไม่ได้

08 กุมภาพันธ์ 2559

กลายเป็นหัวข้อใหญ่เมื่อ เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาระบุว่า ไทยจะอยู่บนปากเหว หากไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ไทยจะสูญเสียตลาด และการลงทุนใหม่ให้แก่ประเทศที่เข้าร่วมทีพีพี โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซียมากยิ่งขึ้น จนยากจะแข่งขันได้

กลายเป็นหัวข้อใหญ่เมื่อ เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาระบุว่า ไทยจะอยู่บนปากเหว หากไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ไทยจะสูญเสียตลาด และการลงทุนใหม่ให้แก่ประเทศที่เข้าร่วมทีพีพี โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซียมากยิ่งขึ้น จนยากจะแข่งขันได้

อะไรคือปัญหา และจริงหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า หากไทยไม่เข้าร่วมทีพีพีกับสหรัฐ ก็สามารถผลักดันการค้าขายของไทยกับโลกได้ผ่านข้อตกลงทางการค้าอื่นๆ

เดือนเด่น ระบุว่า ถึงขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ควรเปิดเผยข้อมูลที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ได้ทำการศึกษาผลกระทบจากการเข้าร่วมทีพีพีเสร็จแล้ว เพื่อให้ประชาชนรับรู้ เปิดให้ทุกฝ่ายที่ได้รับผล
กระทบมาพิจารณาพร้อมกัน ถึงข้อดีและข้อเสียต่างๆ กับการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมทีพีพี

เนื่องจากข้อมูลที่ทีดีอาร์ไอได้ประเมินผลกระทบกับทีพีพี จะพิจารณาในเรื่องการส่งออกเป็นหลัก แต่มีประเด็นในเรื่องข้อผูกผันต่างๆ และข้อลงนามของแต่ละประเทศที่ทำไว้ บางเรื่องมีการกำหนดไว้แตกต่างกัน และมีหลายประเด็นที่มีผลกระทบทางอ้อม ทั้งการที่รัฐบาลมีโอกาสถูกฟ้องร้องได้จากเรื่องการคุ้มครองลงทุน ส่วนผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาที่จะเกิดการผูกขาดและทำให้ยามีโอกาสราคาแพงขึ้น ถือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบวงกว้าง ในเรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องเตรียมการและมาตรการไว้รับมือ แนวทางป้องกัน

ท้ายที่สุด การตัดสินใจว่าประเทศไทยควรจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลที่จะต้องรับฟังผลการศึกษาทั้งหมดอย่างรอบด้าน ทั้งข้อดีและข้อเสีย และต้องพิจารณาด้วยว่า ประเทศรอบด้านของไทยมีการเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ ถ้าทุกประเทศไปหมด แต่ไทยไม่เข้าร่วมด้วยจะมีปัญหาแน่นอน แต่รัฐบาลยังมีเวลาอีกนาน 2 ปีที่จะพิจารณาและตัดสินใจ

เธอระบุว่า การที่ภาคธุรกิจไทยได้ออกมาสนับสนุนในเรื่องนี้ทั้งหมด แสดงว่าในขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังแย่ลงจริงๆ ไม่มีแสงสว่างในการส่งออกให้เห็น แต่ทีพีพีเป็นแสงสว่างในการส่งออกที่เห็น เพราะในอนาคตเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีนัก และการลงทุนของต่างประเทศก็ไม่ดี ดังนั้นทีพีพีจึงมีความจำเป็นกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งทีพีพีไม่ใช่ยาวิเศษ ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ทันที แต่จะเป็นสิ่งที่ช่วยเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งปัญหาหนึ่งของเศรษฐกิจไทยมาจากปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีปัญหา

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลย้อนหลังในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2553 การส่งออกของประเทศไทย เคยขยายตัวที่ 27% ต่อปี แต่ค่อยๆ ลดลงมาที่ 15% ลดลงเหลือ 3% และมาจนถึงติดลบในช่วง 4.5% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 ส่วนในปี 2559 เดือนเด่น คาดว่า การส่งออกของไทยจะขยายตัวที่ 0% โดยปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ราคาลดลงตามสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงทั้งหมด ซึ่งตลาดส่งออกของไทยที่โตสูงจะเป็นกลุ่มประเทศที่มีชายแดนติดกับไทยซีแอลเอ็มวี และประเทศสหรัฐที่เริ่มฟื้น

ขณะที่แนวทางอื่นๆ ที่จะผลักดันการส่งออกของประเทศไทยนั้น เดือนเด่น ระบุว่า การไปดูข้อตกลงความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน 10 ประเทศ กับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน 6 ประเทศ รวมประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้นั้น จากการสอบถามหลายประเทศ พบว่า การจะผลักดันให้ RCEP เกิดขึ้นเป็นไปได้ยาก และไม่มีประเทศผู้นำในเรื่องนี้ ดังนั้นการพึ่งการส่งออก การค้าขายจากข้อตกลงดังกล่าวจึงยากเย็นไม่น้อย

หากไทยจะแก้ปมการส่งออก เดือนเด่น เสนอว่า ทั้งประเทศไทยจะต้องปรับนโยบายการส่งออก ทั้งการใช้ประโยชน์จากการเปิดเอฟทีเอให้มากที่สุด หาทางเพิ่มสิทธิพิเศษต่างๆ กับประเทศที่เปิดเอฟทีเอ รวมทั้งปรับกฎเกณฑ์และระเบียบต่อการเปิดเอฟทีเอให้มีความยืดหยุ่นและสะดวกมากที่สุด ปรับเปลี่ยนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และมุ่งขยายไปในกลุ่มซีแอลเอ็มวี และเพิ่มความร่วมมือกับประเทศในกลุ่มนี้มากขึ้น

แนวทางดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการส่งออกของประเทศไทยในระยะต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน