
บทบาทของผู้ตามที่ดี ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
บทความ ข้อเขียนของผมในวันนี้ เกิดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ทางความคิดของผู้คนให้ได้หวนมาตรึกตรองว่า ในฐานะของประชาชนคนไทย ที่ต้องรับผิดชอบในความเป็นไปของบ้านและเมือง รับผิดชอบต่อสังคมที่ลูกหลานของเราจะได้มีที่อยู่ มีที่ยืนในอนาคตกันอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีความสุขกายสบายใจตามฐานานุรูปของแต่ละนาม แต่ละท่าน
เราชอบพูดกันเสมอว่าไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นทั้งบวกหรือลบมักจะบอกว่าผู้นำเป็นคนทำให้เกิดขึ้น อันนี้ ตรงนี้ผู้เขียนอาจจะต้องขอแย้ง เพราะในการขับเคลื่อนครอบครัว กิจการห้างร้าน บริษัททั้งหลาย ตลอดรวมไปถึงกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย ที่รวมเรียกกันว่ารัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เรื่องของเรื่องคือว่ามันจะเดินไม่ได้ทั้งองคาพยพ ถ้าคนที่บอกตัวเองว่าเป็นคนตาม คนรับไปทำ ไม่อ่าน ไม่คิดจะอ่าน ไม่พยายามจะเข้าใจ ไม่แม้แต่จะคิด คิดแต่จะหาทางไม่ทำ หรือทำตัวเป็น “ไทยเฉย” บอกก็ไม่ฟังอ้างว่าไม่เข้าใจ ส่งข้อมูลให้ไปก็บอกไม่อ่าน เอาแต่ก้มหน้าเล่นไลน์ ส่งสติ๊กเกอร์เรียกว่า “ไทยก้มหน้า” แต่เวลาจะวิจารณ์อะไร ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ขอ ก็มักจะส่งเสียงบนความรู้สึกที่ไม่ได้มาจากความรู้จริงอย่างนี้เรียกว่า “ไทยมุงข่าว” อาการอย่างว่าเช่น
1.หัวหน้าสั่งหรือบอกอะไรไปก็ทำเป็นจด ก้มหน้าก้มตาจด ถามว่าเข้าใจไหม ก็พยักหน้า พอให้อธิบายว่าเข้าใจอย่างไรก็บอกไม่ได้ บอกไม่ได้ว่าที่จดไปคืออะไร
2.หัวหน้าสั่งอะไรไปก็บอกว่ารู้แล้ว รู้แล้ว รู้ไปหมด รู้ทุกสิ่งอัน ที่ไม่รู้คือเรื่องที่ตนเองควรจะต้องทำ
3.หัวหน้าให้นโยบายอะไรไป ทำเป็นพยักหน้า เออออห่อหมกกะเขาไป พยักหน้าอย่างกับว่าเห็นด้วย พอหัวหน้าบอกมีอะไรจะถามไหม ถามครับแต่ถามเหมือนกับไม่ได้ฟังเรื่องเลยตั้งแต่ต้น เล่นเอาหัวหน้าไม่รู้จะโกรธมุมไหน
4.อีกประเภทคือ “ไทยหูดับ” ประเภทนี้คนที่ทำหน้าที่ในการสื่อสาระต่างๆ ที่ต้องมีการรับข้อมูลแล้วเอาไปถ่ายทอดต่อจะทำแบบว่า หัวหน้าพูดอะไร หัวหน้าสั่งอะไร ก็เอาไปเขียนหรือเผยแพร่เฉพาะที่ตนเองอยากจะเผยแพร่ อันไหนไม่ชอบก็หูดับตอนนั้นไปเลย
4.อีกประเภทก็คือ “ไทยชอบแชตและแชร์” เช่น ประเภทชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์ ปากบอกว่าชอบๆ พอเขาถามว่าชอบอะไร ชอบตรงไหน ทำไมถึงชอบตรงนั้น ตรงนี้ล่ะกลับตอบว่าไม่ได้อ่าน พอเห็นก็กดไปเลยตามสัญชาตญาณคนยุคใหม่ที่ทุกสิ่งอย่างใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือขยายความ
5.ประเภทสุดท้ายนี้ก็คือพวก “ไทยไม่เคยรู้” ประเภทนี้คือพวกที่พอมีอะไรสำคัญและเจ้าของเรื่องเขาอยากให้รู้แต่เนิ่นๆ ก็ไม่ฟังไม่จำ ไม่รู้จัก พอเรื่องมีการเผยแพร่ออกมาก็จะโวยวายว่า “ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย หรือทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้” พอทางคนที่เป็นเจ้าของเรื่อง เจ้าของข้อมูลบอกว่าข้อมูลได้ถูกเผยแพร่ออกไปแล้วนะก็จะมีคำพูดพวกนี้โผล่ขึ้นมา
ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า บางครั้งคนที่เป็นหัวหน้า ผู้นำ เวลาเขาเหล่านั้นจะทำสิ่งใด เขาก็หวังว่าเมื่อหันกลับมามองข้างหลังแล้วยังมีคนที่กระตือรือร้นติดตามเขาไป
ตัวอย่างคลาสสิกที่ผมขอยกขึ้นมาคือ เวลานี้เขากระตุ้นให้คิดเรื่องเนื้อหาในร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็มีคำถามว่าทำไมต้องอ่าน คำตอบคือ : ก็เพราะตัวเราต้องเข้าใจ พอเขาคิดมุขทำให้อ่านง่าย เป็นรูปภาพก็บอกว่าดูยาก ยังไม่อยากดู ส่งอะไรมาให้อ่านก็ไม่รู้ พอถามว่าแล้วได้ดูหรือยัง ปากก็บอกว่ายังไม่ได้ดู แล้วจึงถามต่อว่าได้อ่านหรือยัง กลับบอกว่ายัง ถามต่อว่าแล้วทำไมไปวิจารณ์เขา คำตอบคือ “ฟังเค้ามาอีกทีนึง” แต่พอกฎหมายจะมีผลบังคับใช้นะ กลับบอกว่า ทำไมเร็วจัง เรายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่เห็นมีใครมาบอก อะไรประมาณนี้ไหมครับ บ้านของเรา เมืองของเรา มันจึงอยู่กันแบบ ขาดในสิ่งที่มี เกินในสิ่งที่ควรเอาไปแบ่งปัน ประมาณนี้เลย “อ่านก่อน คิดให้มาก ฟังเพิ่ม เขียนลงไป เขียนความคิดของเราลงไป แล้วสุดท้ายคือการตั้งคำถามกับคนที่เราคิดว่าเขาท่านนั้นต้องรู้แน่นอน
ระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการอยู่ร่วมกัน สร้างบ้านแปงเมืองด้วยกัน มันควรจะต้องทำกันประณีต มันต้องรู้จักเชื่อคนที่เขาพูด เขาเสนอบ้าง รับตรงที่เห็นด้วย คิดเพิ่มในส่วนที่เห็นต่าง ฟังความรอบข้าง อ่านให้รู้ เหมือนการเรียนสมัยโบราณ “การอ่านเอาเรื่อง” นั่นเอง ไม่ใช่เป็นอย่างที่เราเห็นพวก ถามว่าชอบช้างมั้ยกลับตอบว่าไม่ชอบภาคเหนือ ถามว่าทำไมตอบอย่างนั้น ก็บอกว่าเพราะเหตุผลว่าช้างมันเกิดที่ทางเหนือเท่านั้น ทั้งๆ ที่เมืองทางอีสานก็มีช้าง มีมากด้วย เป็นต้น ที่ร้ายกว่านั้นตนเองเข้าใจพลาดหลงไปกลับไปป่าวประกาศทุกวันว่าช้างทางเหนือที่ตนเองคิดเองเออเอง มันไม่ดีสิครับ
ผมเป็นห่วงเรื่องของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาไม่ให้ทรุดตัวลง มันจะเดินต่อไปได้ยาก ได้ลำบาก เพราะการก่อตัวของปัญหาการพูด คิด อ่าน ทำตัวของภาคการเมืองเริ่มไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกแล้วนะครับ เราๆ ท่านๆ ในฐานะของผู้ตามจึงควรกำหนดตนเอง ค้นหาตนเองไหมว่า บทบาทของผู้ตามที่ดี ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้นควรจะเป็นอย่างไร อย่าให้การตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ของชาติบ้านเมือง เมื่อถูกสำรวจออกมาแล้วบอกว่า ยังไม่แน่ใจ รอฟังกระแสก่อน แล้วจึงตัดสินใจ มันควรจะเป็นอย่างนั้นเลยหรือ ระบบเศรษฐกิจนั้นเหมือนสิ่งมีชีวิต มีความคิดความอ่าน ระบบเศรษฐกิจที่ดี ที่เจริญก้าวหน้า จะไม่ชอบผู้คนในระบบเศรษฐกิจที่ไม่ขวนขวายหาความรู้ เศรษฐกิจที่ดีไม่ชอบการไม่ใช้เหตุผลในการตัดสินใจนะครับ
ถ้าเราเรียนช่างแล้วทำงานเขาเรียกว่าแรงงาน ถ้าเราเรียนช่างแล้วทำงานโดยใช้สมองคิดเหตุและผลเขาจะเรียกเราว่าเป็นช่างทำของ แต่ถ้าเราเรียนช่าง เราทำงานด้วยการใช้สมองและจินตนาการ เขาจะเรียกเราว่าศิลปิน
สุดท้ายในบทบาทหน้าที่ของเราๆ ท่านๆ ในวันนี้ เราได้รับข้อมูลจากหัวหน้ามากพอเพียงแล้ว เราควรทำตัวอย่างไร เลือกรับสื่อและสารกันอย่างไร บอกสื่อได้ว่าฉันและสังคมอยากได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันสมัยแบบไหน จะไปออกความคิดความเห็นกันอย่างไร สุดท้ายเราจะตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ของชาติได้อย่างไร...อีกไม่นานเกินรอ เราจะได้เห็นกัน







