
ลุ้น Fund Flow ไหลเข้า
ประเด็นการอ่อนค่าของดอลลาร์ (2-4 ก.พ. อ่อนค่ากว่า 3%) กลายเป็นประเด็นหลักที่หนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับพุ่งขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศ Emerging Market
ประเด็นการอ่อนค่าของดอลลาร์ (2-4 ก.พ. อ่อนค่ากว่า 3%) กลายเป็นประเด็นหลักที่หนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับพุ่งขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศ Emerging Market
มองการ Unwind Position ของดอลลาร์จะทำให้มีโอกาสที่เม็ดเงินจะไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ที่ราคายังอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนั้นยังน่าจะเกิดกระแสเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนในสกุลเงินต่างๆ เช่น สกุลยูโร (แข็งค่า 4 วันติดกว่า 3.63%) หรือสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในส่วนของเงินบาทยังคงมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องได้อีก ล่าสุดมาอยู่ที่ 35.6 บาท/เหรียญสหรัฐ สอดคล้องกับการเข้าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างประเทศ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2559 ทั้งในตราสารทุน 837 ล้านบาท SET50 Futures 1.2 หมื่นสัญญา และตราสารหนี้ 7,250 ล้านบาท (เป็นระยะสั้น 7,000 ล้านบาท)
สถานการณ์การขายดอลลาร์ที่เอื้อต่อ Fund Flow ไหลเข้า มองว่าจะมีอยู่ไปจนถึงช่วงใกล้การประชุม FOMC วันที่ 15-16 มี.ค. 2559 ตามความคาดหวังเฟดจะยังไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย (หากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยจะมีการเทขายดอลลาร์อย่างหนักหน่วง) เมื่อไปดูที่การคำนวณ Fed Fund Futures ความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 มี.ค. 2559 เหลือเพียง 10% และโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบอื่นๆ ทั้งเดือน เม.ย. มิ.ย. ก.ค. ก.ย. พ.ย. และ ธ.ค. ล้วนต่ำกว่า 50% บ่งบอกว่าตลาดเชื่อไปแล้วว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ยาก โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของปี
ทั้งนี้ ความแรงของกระแสการขายดอลลาร์จะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่จะประกาศออกมาในช่วงเวลานั้น ทั้งตัวเลข PMI CPI GDP และตัวเลขภาคแรงงาน หากออกมาไม่ดีก็เชื่อว่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้การขายดอลลาร์แรงขึ้นไปอีก
การอ่อนค่าของดอลลาร์ นอกจากจะเป็นปัจจัยหนุนให้สินค้าโภคภัณฑ์ทั้ง ทองคำ น้ำมัน ปรับเพิ่มขึ้นต่อได้อีกในระยะสั้น (เชื่อว่าดอลลาร์จะมีแนวโน้มอ่อนค่าไปจนถึงกลางเดือน มี.ค. เป็นอย่างน้อย) แล้ว ยังน่าจะช่วยสร้างกระแสการเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนในภูมิภาคแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเงินบาทก็ปรับแข็งค่ามาอย่างต่อเนื่อง 2% ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เอื้อต่อภาพ Fund Flow ไหลเข้ามายังตลาดหุ้น โดยมุ่งเน้นไปที่หุ้นในกลุ่ม SET50 Index สังเกตได้จากสัดส่วนของมูลค่าซื้อขายของ SET50 Index เมื่อเทียบกับ SET Index วันที่ 6 ก.พ.มาอยู่ที่ระดับ 73% ปรับเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ยเดือน ม.ค. 2559 ที่ 67% และมากกว่าสัดส่วนของ Market Cap ของ SET50 เมื่อเทียบกับ SET Index ที่ 63%
จากกระแสดังกล่าวคาดว่าจะทำให้หุ้นในกลุ่ม SET50 Index มีโอกาสที่จะ Outperform ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. 2559-ปัจจุบัน SET50 Index ปรับเพิ่มขึ้น 6.57% ขณะที่ SET Index ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 4.24% ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญครั้งแรกในรอบ 2 ปี (ปี 2557-2558 SET50 Index จะเคลื่อนไหวแย่กว่า SET Index มาตลอด โดยดูได้จากสัดส่วน Market Cap SET50 เมื่อเทียบกับ SET Index จาก 68.5% เมื่อสิ้นปี 2556 ปรับลดมาเหลือเพียง 63% ณ สิ้นปี 2558)
ด้วยแรงขับเคลื่อนของกระแสเงินทุกที่อาจไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง คาดหวังได้ว่า SET Index น่าจะไปทดสอบ 1,320 และ 1,342 จุด







