
‘เผดิมภพ สงเคราะห์’ ลงทุนต้องปรับพอร์ตตามสถานการณ์
อาจจะคุ้นเคยกับชื่อ “เผดิมภพ สงเคราะห์” ในฐานะกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช
อาจจะคุ้นเคยกับชื่อ “เผดิมภพ สงเคราะห์” ในฐานะกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย แต่วันนี้เราจะมารู้จักในฐานะผู้ลงทุนที่มีการบริหารเงินกัน
เขาเล่าว่า ส่วนตัวมีความเชื่อไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนก็ตาม จะต้องมีรอบจังหวะการลงทุน จุดเริ่มต้นของการออมของเขาก็ไม่แตกต่างอะไรจากคนอื่นที่เริ่มจากการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ ซื้อกองทุนรวม ซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ แต่สิ่งสำคัญสุดคือ ต้องลงทุนหลากหลายสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยง
ทั้งนี้ ถ้าลงทุนในประเทศจะเป็นการลงทุนโดยตรง แต่ถ้าเป็นการลงทุนในต่างประเทศต้องผ่านทางกองทุนรวมไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) กองทุนตลาดเงิน (มันนี่มาร์เก็ต) ในแบบที่จะได้รับเงินคืนภายในวันทำการถัดไป (T+1) เพราะอย่างน้อยก็ยังได้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าเพียงฝากเงินแบบออมทรัพย์
นอกจากนั้น ยังมีการลงทุนในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินไว้ด้วย เริ่มต้นมาจากความต้องการซื้อที่ดินในกรุงเทพฯ เพื่อขยายพื้นที่บ้านโดยการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ ในจังหวะที่เกิดเหตุการณ์ 911 ที่เครื่องบินชนตึกเวิล์ดเทรดที่สหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดความกังวลไม่มีใครกู้เงินหรือลงทุนอะไร แต่สำหรับเขามองว่ามันคือโอกาส เพราะจะได้ที่ดินในราคาที่ถูก เหตุที่ชอบเรื่องที่ดิน เพราะมองว่าเป็นการลงทุนที่ดี หากถือไว้ในระยะยาวมีแต่จะมีมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
จากนั้นก็เริ่มขยายการซื้อที่ดินไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม และราชบุรี ซึ่งเป็นแถบบ้านของภรรยา จากแรกๆ ที่ซื้อในพื้นที่ของสวน ก็เริ่มมาเป็นที่ติดถนนใหญ่ ซึ่งโชคดีที่ได้พื้นฐานจากสายงานอาชีพเก่าในการเป็นฝ่ายสินเชื่อของแบงก์ที่ต้องพิจารณาก่อนที่จะปล่อยกู้ให้ลูกค้า จึงทำให้มีความรู้ในการประเมินราคาที่ดินหรือราคากลาง
หลักการลงทุน ถ้าสนใจจะซื้อที่ดินใด ส่วนใหญ่จะเลือกติดถนนและต้องเป็นเขตที่ใกล้กับชุมชน และต้องต่อรองราคาลดลงมาจากราคาตลาด 10-15% รวมถึงต้องรู้จักเพิ่มมูลค่าในที่ดิน เช่น สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องในการปล่อยเช่าทำมาค้าขาย หรือการทำธุรกิจด้วยการเปิดร้านภพรัก กาแฟ อยู่ใน จ.สมุทรสงคราม และอนาคตตั้งเป้าไว่าจะสร้างแบรนด์ภพรักให้เติบโตมากกว่านี้
สำหรับปัจจุบันพอร์ตการลงทุน 100% แบ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยงน้อย และสินทรัพย์เสี่ยงอย่างละเท่าๆ กัน
สินทรัพย์เสี่ยงน้อยประมาณ 80-90% ลงทุนในที่ดิน โดยให้อัตราผลตอบแทนที่คาดหวังหากมีการซื้อเก็บไว้ประมาณ 5 ปี ควรได้มากกว่า 3 เท่าจากราคาที่เริ่มซื้อ ส่วนที่เหลืออีก 10% จะเป็นเงินฝากและกองทุนประเภทมันนี่มาร์เก็ตที่ปกติจะได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 2% ต่อปี
ด้านสินทรัพย์เสี่ยงก็จะมีหุ้นและกองทุน FIF เป็นหลักถึง 50% โดยผลตอบแทนที่คาดว่าควรได้มากกว่า 20% ซึ่งกองทุนต่างประเทศที่ไปลงทุนก็ต้องมองภาพใหญ่ของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันลงทุนในกองที่ไปซื้อหุ้นสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
ส่วนอีก 50% เพิ่งเข้าไปซื้อทองคำ เพราะเชื่อว่าแนวโน้มดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น เศรษฐกิจเริ่มจะดี เงินเฟ้อจะมีการปรับตัวขึ้น ต้องลดสัดส่วนของที่ดินมาแล้วไปลงทุนในทองคำแทน รวมถึงไปเพิ่มการลงทุนในพอร์ตตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่ม
“เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีการปรับสินทรัพย์ในพอร์ตให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจโลกเพราะจะมีรอบของเศรษฐกิจ และการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินในต่างประเทศ และควรกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย” เผดิมภพ กล่าวทิ้งท้าย







