
4จี ปลุกอี-คอมเมิร์ซแข่งดุ ‘ซาโลร่า’ ปรับกลยุทธ์เจาะลูกค้า
ด้วยกระแส 4จี ที่เรียกได้ว่าช่วยให้คนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และนักลงทุนหน้าใหม่สนใจที่จะเข้ามาทำตลาดในกลุ่มออนไลน์และอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ก็เสริมช่องทางการขายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ยุคโมบายเฟิสต์ และเพิ่มยอดขายสินค้าให้มากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่ต้องลงทุนมหาศาลก็ทำกำไรได้ไม่ยาก
ด้วยกระแส 4จี ที่เรียกได้ว่าช่วยให้คนรุ่นใหม่ นักธุรกิจ และนักลงทุนหน้าใหม่สนใจที่จะเข้ามาทำตลาดในกลุ่มออนไลน์และอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ก็เสริมช่องทางการขายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ยุคโมบายเฟิสต์ และเพิ่มยอดขายสินค้าให้มากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่ต้องลงทุนมหาศาลก็ทำกำไรได้ไม่ยาก
พีรพล สง่าเมือง หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท ซาโลร่า ประเทศ ไทย กล่าวว่า ที่จริงการขายและซื้อสินค้าออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ซ นั้น เกิดขึ้นมาก่อนที่จะมี 4จี ด้วยซ้ำ แต่การที่มีเครือข่ายที่ดีขึ้น ถือว่าช่วยในเรื่องของการเข้าถึงสินค้าและบริการให้สะดวกขึ้น
“ข้อมูลเรื่องของการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นของคนไทยนั้น มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งจำนวนสมาร์ทโฟนที่รองรับการใช้งาน 4จี มีมากถึง 4 ล้านเครื่อง สัดส่วนคนที่ใช้งานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และไอโอเอสมี 49% เท่ากัน ทำให้การเติบโตในกลุ่มอี-คอมเมิร์ซก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย” พีรพล กล่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้ทันต่อเทรนด์โมบายเฟิสต์ ทางซาโลร่าเองก็ได้ปรับปรุงและพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้โดนใจผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความรู้สึกคุ้นเคยในการเข้าใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าทั้งรายเก่าและใหม่รู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกขึ้น
“ธุรกิจออนไลน์ต้องปรับตัวตลอดเวลา ซึ่งคู่แข่งที่ตรงกับธุรกิจของเราโดยตรงยังไม่มี แต่ธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์ต่างก็เข้ามาจับตลาดอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น ทำให้ตลาดออนไลน์ดุเดือด แต่ซาโลร่าพยายามสร้างความต่างในแง่ของบริการ เพื่อให้ลูกค้าเชื่อมั่นในการซื้อขายผ่านช่องทางของเรา และเข้ามาช่วยเรื่องความสะดวกสบายในการจัดส่งสินค้าและการชำระเงินปลายทาง” พีรพล กล่าว
ในปีที่ผ่านมา ซาโลร่าได้ใช้แผนการตลาดด้วยการไปเข้าร่วมกับภาพยนตร์ ละคร สถานีข่าว หรือแฟชั่นต่างๆ เพื่อให้สินค้าแฟชั่นสามารถเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มต่างๆ และยังเข้าร่วมกับกิจกรรมแฟชั่นและอีเวนต์ต่างๆ ในการเชื่อมโยงชีวิตประจำวันกับแอพพลิเคชั่น โดยแผนการตลาดเหล่านี้ทางสำนักงานใหญ่อนุญาตให้ปรับเปลี่ยนได้ตามของเหมาะสมของแต่ละภูมิภาค เพราะพฤติกรรมการซื้อสินค้าของแต่ละประเทศต่างกัน
“ธุรกิจสตาร์ทอัพจะมีกลยุทธ์ในการบริหารแผนการตลาดที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ต้องทันกระแสและอัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดเวลา และปรับแผนให้ทันต่อความต้องการของลูกค้า เพราะ
คนไทยใช้งานมือถือในการเข้าถึงสินค้าและบริการใหม่ๆ แทบจะทุกนาที หากตามเทรนด์ไม่ทันก็จะเสียโอกาสได้ อย่างเช่น คนไทยนิยมเครื่องสำอางและแฟชั่นกีฬา ซึ่งต่างจากสิงคโปร์ที่นิยมเสื้อผ้าที่เน้นเรื่องกาลเทศะมากกว่า เรียกได้ว่าต้องปรับแผนตลาดให้เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น” พีรพล กล่าว
ทั้งนี้ ในเรื่องของบุคลากรก็มีความสำคัญ ด้วยระบบการศึกษาของไทยจะเรียนหนักมาก เมื่อเข้าสู่ยุคของการทำงาน เด็กรุ่นใหม่จะทนรับต่อแรงกดดันไม่ค่อยไหว ทำให้อยากเป็นนายจ้างมากกว่าลูกจ้าง
“ทางซาโลร่าจะมีเด็กนักศึกษาเข้าไปฝึกงานอยู่เรื่อยๆ บริษัทจะฝึกให้รู้จักกระบวนการทำงานแบบของจริง ไม่ใช่แค่งานชงกาแฟ เพราะนักศึกษาควรจะทราบได้ว่าการทำงานจริงไม่ได้ง่ายและสบายเหมือนในตำรา เรื่องของภาษาอังกฤษก็มีความสำคัญ คนรุ่นใหม่ควรจะเรียนรู้ภาษาต่างประเทศเพื่อนำไปใช้สำหรับการทำงานในอนาคต เพราะเรื่องภาษาเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งยุคเออีซียิ่งจำเป็นต้องสื่อสารให้มากขึ้น” พีรพล กล่าวทิ้งท้าย







