
เร่งปฏิรูประบบภาษี ดึงลงทุนยุคเออีซี
หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การแข่งขันด้วยมาตรการภาษีของประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะมีมากขึ้น
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การแข่งขันด้วยมาตรการภาษีของประเทศต่างๆ ในอาเซียนจะมีมากขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่อัตราภาษีของไทยโดยรวมยังถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างมาก โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย
แอนโทนี่ วิเศษ โลห์ ผู้บริหาร บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ที่ปรึกษา (ดีลอยท์ ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ระบบภาษีไทยควรจะมีการปฏิรูปใหม่ เพื่อให้เอื้อต่อเป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในภูมิภาคอาเซียนของไทย และดึงดูดให้นักลงทุนทั้งในและนอกประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น เพราะระบบภาษีไทยที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันค่อนข้างล้าสมัย เนื่องจากมีการปรับปรุงล่าสุดไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างเวียดนามได้มีการปรับปรุงระบบภาษีไปเมื่อปีที่ผ่านมา และในปี 2559 ก็มีแผนที่จะปรับปรุงระบบภาษีใหม่อีกครั้ง เพื่อให้เอื้อต่อการเข้าเป็นสมาชิกหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) มากขึ้น โดยจะเน้นไปที่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในเวียดนามเหมือนกับที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของไทยทำเมื่อหลายปีก่อน
จากกลยุทธ์นี้ ดูเหมือนว่าจะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก โดยจะเป็นการขยับขยายฐานการลงทุนจากเดิมที่อยู่ในประเทศจีนออกมา เพราะเริ่มมองเห็นว่าการลงทุนในจีนเริ่มมีความเสี่ยงทั้ง ค่าแรงและความสามารถของแรงงานดังนั้นทุนจากเกาหลีใต้จึงนิยมหันมาลงทุนในภาคเหนือของเวียดนามแทน เพราะมีชายแดนติดกับจีน ซึ่งนอกจากจะทำให้สินค้าจากเกาหลีใต้มีต้นทุนโลจิสติกส์ที่ถูกแล้วยังได้ตลาดภายในประเทศเวียดนามเป็นของแถมด้วย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าเวียดนามจะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่น่าจูงใจ แต่ก็ยังมีจุดที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนจากตะวันตกต้องคิดก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุนคือ ค่าเงินของเวียดนามมีความผันผวนมาก
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันประเทศที่เก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำสุดในภูมิภาคคือสิงคโปร์ โดยเก็บอยู่ที่ 17% สำหรับไทยมีอัตราการจัดเก็บเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอยู่ที่ 20% ขณะที่เวียดนามกำลังจะปรับลดตามมาเป็น 20% เช่นกัน จากเดิมจัดเก็บอยู่ในอัตรา 22% ในเร็วๆ นี้ ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเมียนมาเก็บในอัตรา 25% สำหรับฟิลิปปินส์เก็บสูงที่สุดในภูมิภาคด้วยอัตรา 30%
สำหรับอัตราภาษีบุคคลธรรมดาพบว่า สิงคโปร์มีการจัดเก็บในอัตราต่ำที่สุด โดยอัตราการเก็บสูงสุดอยู่ที่ 20% รองลงมาคือ มาเลเซีย 25% อินโดนีเซีย 30% ฟิลิปปินส์ 32% ส่วนไทยและเวียดนามอยู่ที่ 35% แต่เวียดนามกำลังจะมีการปฏิรูประบบภาษีใหม่ ซึ่งหากประเทศไทยยังไม่มีการปฏิรูประบบภาษีใหม่ให้ทันสมัยและทันต่อสถานการณ์ก็อาจทำให้ความน่าดึงดูดในการลงทุนย้ายจากไทยไปเวียดนามแทนได้
“จริงๆ ตอนนี้ประเทศไทยควรต้องปฏิรูประบบภาษีใหม่ เพราะยิ่งถ้าต้องการเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ของภูมิภาคอาเซียน สิ่งแรกที่ควรทำและควรจะทำก่อนที่จะเปิดเออีซี คือ เจรจาอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่การจะปฏิรูประบบภาษีใหม่ทั้งหมดคงทำได้ยาก เพราะต้องยกเครื่องใหม่หมด ถ้าทำก็เรื่องใหญ่ ส่วนการจะตัดสินใจเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่า ตลาดใหญ่ของไทยไม่ได้อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ดังนั้นหากไม่เข้าร่วมก็จะกระทบไม่มาก เพราะไทยมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับประเทศอื่นๆ อยู่แล้ว” แอนโทนี่ กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ไทยน่าจะร่วมมือกับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี นำข้อดีของแต่ละประเทศมารวมกัน เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอาเซียนมากกว่าจะแยกกันออกมาตรการแข่งขันกันเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาต่อรอง และเรียกร้องข้อตกลงเป็นการเฉพาะในแต่ละประเทศจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์สูงสุดไป ขณะที่เจ้าของประเทศเองกลับเป็นฝ่ายเสียเปรียบทั้งมลพิษที่เพิ่มขึ้น การแข่งที่รุนแรงขึ้น ต้นทุนการบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น และจัดเก็บรายได้เข้าประเทศได้ไม่เต็มศักยภาพ ทำให้รัฐบาลขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน







