
ทันสถานการณ์
อนุมัติ กฟผ.ลุไฟฟ้าพลังน้ำบ้านจันเดย์
อนุมัติ กฟผ.ลุไฟฟ้าพลังน้ำบ้านจันเดย์
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2559 มีมติอนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการไฟฟ้าพลังน้ำบ้านจันเดย์ ด้วยวงเงินลงทุน 3,542 ล้านบาท โดยนำแหล่งเงินมาจากรายได้ของ กฟผ. 25% อีก 75% จะมาจากการออกพันธบัตรหรือกู้ยืมจากสถาบันการเงิน แต่กระทรวงการคลังจะไม่ค้ำประกันให้ เพราะ กฟผ.มีศักยภาพที่จะกู้ยืมเองได้ โดยโครงการนี้มีกำหนดที่จะจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 2562
ทั้งนี้ การลงทุนจะใช้เวลา 4 ปี แบ่งการใช้งบลงทุนได้ดังนี้ ปี 2559 วงเงิน 728 ล้านบาท ปี 2560 วงเงิน 740 ล้านบาท ปี 2561 วงเงิน 1,112 ล้านบาท และปี 2562 วงเงิน 962 ล้านบาท
โครงการไฟฟ้าพลังน้ำบ้านจันเดย์ จะใช้น้ำที่ระบายจากเขื่อนวชิราลงกรณลงแม่น้ำแควน้อยมาผลิตกระแสไฟฟ้า มีกำลังผลิตติดตั้ง 2x9 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 90.36 ล้านหน่วย/ปี ลดปริมาณการนำเข้าเชื้อเพลิง LNG ได้ปีละ 688,500 ล้านบีทียู มูลค่า 370 ล้านบาท
โรงงานเปิดใหม่ปีนี้ 5-6 แสนล้านบาท
นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในปี 2559 คาดว่าจะมีโรงงานเปิดใหม่ในประเทศไทย 5,000-6,000 โรงงาน มีมูลค่าลงทุนประมาณ 6 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 10 S-curve และซูเปอร์คลัสเตอร์ ที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่ อีกทั้งในอุตสาหกรรมยางพารา ที่ยังมีผู้ประกอบการจากต่างชาติเตรียมเข้ามาเปิดโรงงานในไทยหลายแห่งด้วย
ทั้งนี้ ในปี 2558 ที่ผ่านมา มีโรงงานเปิดกิจการใหม่และขยายเพิ่มขึ้น 6,000 โรงงาน มูลค่าลงทุนรวม 6 แสนล้านบาท ส่วนปี 2557 มีโรงงานเปิดใหม่และขยายกิจการ 5,000 โรงงาน มูลค่าลงทุนรวม 5 แสนล้านบาท
นายพสุ กล่าวว่า ในปีนี้จะมีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางที่จะเปิดกิจการใหม่และขยายกิจการอีก 80 โรงงาน ทำให้มีโรงงานรับซื้อยางแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มเป็น 8.7 แสนตัน/ปี ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมกำลังปรับปรุงหลักเกณฑ์ขั้นตอนการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือแบบ ร.ง.4 ให้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการเปิดโรงงานใหม่ และกระตุ้นการแปรรูปยางสู่สินค้าปลายน้ำมากยิ่งขึ้น







