
3 บจ.เอ็มเอไอฟื้นปีนี้ AGE-QTC-UAC
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 3 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ได้จัดงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจปี 2559 ล้วนมีทิศทางที่ฟื้นตัว ทั้งธุรกิจซื้อขายถ่านหินของบริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) ธุรกิจผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าของบริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) และธุรกิจพลังงานทดแทนของบริษัท ยูเอซี โกลบอล (UAC)
พนม ควรสถาพร ประธานกรรมการบริหาร AGE ผู้นำเข้าและจำหน่ายถ่านหินบิทูมินัส (ถ่านหินสะอาด) ประมาณการปี 2559 จะมีกำไรต่อเนื่องจากปี 2558 จากนโยบายที่ลดต้นทุน และเน้นกำไรมากกว่ายอดขายที่ทำให้ผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกปี 2558 ฟื้นมามีกำไร 107 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 197.22% จากช่วงเดียวกันของปี 2557 ที่ขาดทุน 36.42 ล้านบาท
“บริษัทเน้นลดต้นทุนทั้งจากคลังสินค้าและการขนส่งจากทำเลของท่าเรือและคลังสินค้าที่อยู่บริเวณเดียวกันทำให้มีต้นทุนด้านขนส่งน้อย”
ปี 2559 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มยอดขาย 10-15% จากปี 2558 และจะรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับ 3% โดยปีนี้เตรียมสร้างโรงคัดแยกถ่านหิน (ระบบปิด) เพิ่ม โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 45-50 ล้านบาท เพื่อรองรับแผนการขยายตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเน้นเจาะตลาดในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ด้านตลาดต่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวจึงทำให้ยอดขายในต่างประเทศลดลง แต่บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ในการขายโดยเน้นขยายตลาดในประเทศ ส่งผลให้ยอดขายในประเทศปี 2558 เพิ่มขึ้น 15-20% และเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศคือเวียดนาม
ปีนี้ยังมีแผนขยายตลาดในประเทศและตลาดเวียดนามเพิ่มเติมและรุกไปยังตลาดทางเลือกใหม่ โดยส่งทีมการตลาดที่เชี่ยวชาญในการบุกตลาดอาเซียนเข้าไปขยายลูกค้า อาทิ กลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้า และกลุ่มโรงงานปูนซีเมนต์
“แม้จีนมีปัญหาแต่เราเน้นลดต้นทุนในทุกส่วนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลคุณภาพสินค้าที่จะส่งให้ลูกค้า เมื่อปลายปีก่อนบริษัทได้ขายรถขนส่งออกไปเพื่อใช้รถขนส่งจากพันธมิตรในราคาที่แข่งขันได้แทนเพื่อลดต้นทุนอย่างถาวร และเน้นขยายตลาดลูกค้าในประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมบุกตลาดทางเลือกอื่นอย่างเวียดนามที่ให้ทีมการตลาดไปบุกตลาดมาแล้ว ซึ่งตลาดนี้ต้องการถ่านหินสูง เชื่อว่าจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาอีก นอกจากนั้นยังมองตลาดกัมพูชาไว้อีกด้วย”
พนม กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2558 คาดว่าจะมีกำไรต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ที่ผ่านมาที่มีกำไร 73 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากไตรมาส 3 ปี 2557 ที่มีกำไรเพียง 3.2 แสนบาท ส่วนผลประกอบการทั้งปี 2558 บริษัทคาดจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท
พูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานคณะกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ QTC กล่าวว่า ปี 2559 บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,200 ล้านบาท และปี 2560 ตั้งเป้าไว้ที่ 1,500 ล้านบาท จากปี 2558 ที่คาดว่ารายได้จะทะลุเป้าหมาย 1,000 ล้านบาท จากการส่งมอบงานได้ตามกำหนด ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีรายได้รวม 674 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 37 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 26 ล้านบาท เมื่อช่วงเดียวกันของปี 2557
แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2558 คาดจะเติบโตสูงสุดในรอบปี 2558 และเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 ซึ่งเป็นผลมาจากการทยอยส่งมอบงานในมือที่มากขึ้น ปัจจุบันบริษัทยังมีงานในมือมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบงานทั้งหมดในปี 2559 และยังมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทจะเดินหน้าร่วมประมูลงานต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นสัดส่วนรายได้งานภาครัฐประมาณ 25% ซึ่งหน่วยงานจากภาครัฐทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะเริ่มเปิดประมูลหม้อแปลงไฟฟ้าในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้
ทั้งนี้ หากได้รับงานดังกล่าวจะรับรู้รายได้ในปีนี้และสนับสนุนรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนงานภาคเอกชนอีก 55% จะมาจากการขายหม้อแปลงไฟฟ้าให้ธุรกิจพลังงานทดแทน โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม โครงการคอนโดมิเนียม ที่พักอาศัย ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจอื่น
สำหรับการส่งออกประมาณ 20% โดยปัจจุบันส่งออกไปออสเตรเลีย มาเลเซีย อิตาลี สิงคโปร์ นอกจากนี้ยังรวมตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงในประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้บริษัทวางแผนธุรกิจในการบุกตลาดเกิดใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการส่งออกในประเทศที่มีความเสี่ยงในตลาดเดิม และรายได้ส่วนที่เหลือจะมาจากรายได้จากงานบริการหลังการขายที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านนี้มาอย่างยาวนานทั้งด้านสินค้าและบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ
การเติบโตของบริษัทที่ดีขึ้นมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น และการสนับสนุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ ความสามารถในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่าย ระบบพิเศษ และผลงานที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้รับจ้างผลิตหม้อแปลง
พูลพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาพลังงานชีวมวล และก๊าซชีวภาพ ขนาดประมาณ 10 เมกะวัตต์ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) อยู่ในระดับต่ำ
กิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UAC กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 1,800 ล้านบาท เติบโต 20% จากปี 2558 ที่คาดว่าจะมีรายได้ 1,500 ล้านบาท โดยรายได้จะมาจากธุรกิจซื้อมาขายไป 1,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นธุรกิจการผลิต
ทั้งนี้ ปี 2559 จะมีรายได้มาจากโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ขนาดกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ และใช้หญ้าเนเปียร์เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต โดยขายไฟให้กับ กฟภ. ขณะที่&O5532;โครงการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จ.สุโขทัย ได้เดินเครื่องเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง โดยได้ต่อท่อส่งก๊าซจากบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากก่อนหน้านี้เซ็นสัญญาแล้ว โดยมีก๊าซเพิ่มเข้ามา และคาดว่าจะเข้ามาเต็มที่ไตรมาส 2 ปีนี้ และมีรายได้เพิ่มมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เข้าไปซื้อกิจการ
“ปีนี้จะรับรู้ผลการดำเนินงานจากโครงการที่พัฒนาไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในธุรกิจเคมีภัณฑ์และพลังงานทดแทน ซึ่งปีนี้มั่นใจว่ารายได้จะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้โดยมาจากธุรกิจเคมีภัณฑ์และพลังงานทดแทน”
นอกจากนั้น คาดว่ากลางปีนี้จะรู้ผลของการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ QTC คือ บริษัท พีพีดับบลิวอี ในการไปลงทุนด้านพลังงานทั้งในและนอกประเทศ
9 เดือนแรก ปี 2558 บริษัทมีกำไร 48 ล้านบาท 23% จากช่วงเดียวกันของปี 2557 และไตรมาส 3 ปี 2558 มีกำไร 21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากช่วงเดียวกันของปี 2557 โดยปี 2557 บริษัทมีกำไร 54 ล้านบาท







