
สตาร์ทอัพอินเดียเสี่ยงทุนไหล
การลงทุนต่างชาติ-เงินทุนจากภาครัฐลดลง ทำให้สตาร์ทอัพอินเดียชะลอตัว
การลงทุนต่างชาติ-เงินทุนจากภาครัฐลดลง ทำให้สตาร์ทอัพอินเดียชะลอตัว
รายงานวิจัยของซีบี อินไซด์ และเคพีเอ็มจี ที่ปรึกษาการลงทุนของสหรัฐ เปิดเผยว่า การร่วมทุนกับธุรกิจเกิดใหม่ (สตาร์ทอัพ) ในอินเดีย ช่วงไตรมาส 4 ปี 2015 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเกือบครึ่งหนึ่ง หรืออยู่ที่ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.4 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากการลดลงของเงินทุนต่างชาติและเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สตาร์ทอัพได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนต่างชาติจำนวนมาก ขณะที่นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย วางแผนการสนับสนุนเงินทุนแก่สตาร์ทอัพมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.4 หมื่นล้านบาท) เป็นเวลา 4 ปี รวมทั้งแผนการช่วยเหลือบริษัทใหม่ๆ เช่น การหักลดภาษีในช่วง 3 ปีแรกที่ธุรกิจเพิ่งได้กำไร
อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อนักลงทุนทั่วโลก ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มลดการลงทุนในสตาร์ทอัพของอินเดีย ซึ่งเป็นธุรกิจที่เห็นผลกำไรช้า รวมทั้งเงินสนับสนุนจากภาครัฐยังถือว่าเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ไหลออก
อย่างไรก็ดี แบงก์ ออฟ อเมริกา คาดการณ์ว่า ธุรกิจร้านค้าออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) อาจจะสร้างมูลค่าได้เพิ่มขึ้นถึง 220 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7,979 ล้านบาท) ในปี 2025 จาก 11 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 398.9 ล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ แพลตฟอร์มธุรกิจค้าปลีกของอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ฟลิปคาร์ท และสแนปดีล สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น แอ็กเซล พาร์ตเนอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่รัฐบาลสิงคโปร์สนับสนุน และซอฟต์แบงก์ ของญี่ปุ่นได้อย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนเห็นว่าอินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่ขยายตัวได้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีของอินเดียส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุน ทำให้ต้องลดราคาสินค้า เพื่อกระตุ้นการซื้อขายและทำให้ยอดขายรวมในการซื้อสินค้าออนไลน์ขยายตัวเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณถึงภาวะชะลอตัวของอุตสาหกรรมธุรกิจสตาร์ทอัพในอินเดียออกมาเรื่อยๆ เช่น บริษัทส่งอาหารเดลิเวอรี่ ไทนี โอวล์ และฟู้ดแพนดา รวมทั้ง เฮาซิง ดอทคอม ธุรกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากซอฟต์แบงก์ บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ในญีุ่ปุ่นต่างเริ่มปรับลดจำนวนพนักงาน รวมทั้งลดการให้บริการในบางพื้นที่
ไนเรน ชาห์ ประธานบริษัท นอร์ทเวสต์ เวนเจอร์ พาร์ตเนอร์ สาขาอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทด้านการลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับโลก ระบุว่า ในปัจจุบันนักลงทุนให้ความสำคัญกับศักยภาพในการจัดการธุรกิจและการแข่งขันมากขึ้น ซึ่งต่างจากการลงทุนในช่วงแรกที่เน้นการลงทุนในตลาดขนาดใหญ่







