posttoday
เพิ่มน้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาล

เพิ่มน้ำหนักกลุ่มโรงพยาบาล

21 มกราคม 2559

โดย...บล.ธนชาต

โดย...บล.ธนชาต

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต เพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มการแพทย์มากกว่าตลาดจากการลงทุนปกติ เพราะคาดว่ากำไรจะกลับมาเติบโต 16.4% ต่อปี ในปี 2558-2561 จากที่ชะลอตัวลงเติบโตเพียง 8.6%

ในปี 2558 ผู้ป่วยต่างชาติยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วยการมีผู้ป่วยอาเซียนมาใช้บริการอย่างเนืองแน่นขึ้นและผู้ป่วยตะวันออกกลางยังเติบโต ปี 2559 อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) เกือบแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี หนุนให้สามารถซื้อขายที่มูลค่าสูง ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 39 เท่า แต่อัตราเติบโตพี/อีที่ 2.3 เท่า ต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีตที่ 3.4 เท่า ในปี 2552 พี/อีสูงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีเป็นเพราะความต้องการที่มีความยืดหยุ่นฟื้นตัวเร็ว การขาดแคลนโรงพยาบาลรัฐ ยังคงอยู่ในช่วงกลางของวงจรการเติบโตของอุตสาหกรรม และมีมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่ง กำไรกลับมาเติบโตราว 16.4% ต่อปี

การเติบโตของกำไรต่อหุ้น(อีพีเอส) ชะลอลงมาที่ 8.6% ในปี 2558 เป็นเพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวเชิงรุกบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ขณะที่บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) ยังคงมีกำไร และบริษัท บางกอกดุสิตเวชการ (BCH) มีกำไรที่หดตัวลงจากการขาดทุนของ WMC ของ BCH

บล.ธนชาต คาดว่า กำไรจะเติบโตสองเท่ามาอยู่ที่ 16.4% ต่อปี ในปี 2559-2560 เพราะมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น (ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ) มีการรักษาโรคที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น การดำเนินงานดีขึ้นของโรงพยาบาลใหม่ของ BDMS การดำเนินงานของ WMC ของ BCH ที่ดีขึ้นและธุรกิจรักษาโรคหัวใจที่แข็งแกร่งของ CHG สำหรับบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) มีมูลค่าลดลงจากการที่กู้แปลงสภาพออกจากประมาณการ เรื่องราวการเติบโตทางโครงสร้างยังแข็งแกร่ง

กลุ่มโรงพยาบาลเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงการใหญ่ที่มีแนวโน้มเป็นสังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากการรับจ้างบริหารโรงพยาบาลเอกชนของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การขาดแคลนโรงพยาบาลรัฐ และการเพิ่มขึ้นของการประกันสุขภาพซึ่งหนุนให้คนเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น

 การเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติ เช่น ผู้ป่วยอาเซียน ผู้ป่วยชาวจีน และผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางที่หันมารักษาที่ไทยมากขึ้น เพราะค่ารักษาถูกกว่าโรงพยาบาลในสหรัฐ ยุโรป และสิงคโปร์

 “เราคาดว่า BDMS จะมีอีพีเอสที่เติบโต 16% ต่อปี ในปี 2559-2560 จากราวๆ 3% ในปี 2558 เพราะได้ส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้นจากโรงพยาบาลที่มีมากขึ้น และงบลงทุนที่ลดลงหลังลงทุนหนักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ แนะนำซื้อ CHG เพราะอีพีเอสเติบโตแข็งแกร่งสุดและมีอัตราเติบโตราคาต่อกำไรที่ไม่แพง สำหรับ BH ปรับคำแนะนำเป็นซื้อจากขาย เพราะมองบวกมากขึ้นต่อผู้ป่วยชาวต่างชาติ และไม่มีการลดลงจากหุ้นกู้แปลงสภาพ ดังนั้นคงแนะนํา “ขาย” BCH ทั้งที่กำไรเติบโตสูง เพราะการดำเนินงานของ WMC มีความไม่แน่นอนสูง

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน