posttoday
โยนโจทย์หินทูตพาณิชย์ ดันยอดส่งออกโต 12%

โยนโจทย์หินทูตพาณิชย์ ดันยอดส่งออกโต 12%

20 มกราคม 2559

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกซบเซา รัฐบาลได้พุ่งเป้ามาให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนมากขึ้น

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกซบเซา รัฐบาลได้พุ่งเป้ามาให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียนมากขึ้น และนั่นเป็นที่มาของเป้าการส่งออกของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนที่จะต้องโต 12% ให้ได้ 

งานยาก โจทย์หินนี้ ได้ถูกมอบหมายให้กับสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในแต่ละประเทศที่จะต้องงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาเพื่อรักษาฐานตลาดเดิมและพิชิตตลาดใหม่เพิ่มเติมให้ได้ โดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น เพราะปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะติดลบ

วิชาดา ภาบรรเจิดกิจ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย บอกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของมาเลเซียในปี 2558 ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ เพราะโตเพียงแค่ 4.7% จากเดิมที่เคยโต 6% ต่อปี และปีนี้คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจของมาเลเซียจะยังซึมๆ ทรงๆ และขยายตัวประมาณ 4-5%

โดยเศรษฐกิจมาเลเซียชะลอตัวตามภาวะราคาน้ำมันตลาดโลก ซึ่งปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันร่วงไปแล้วกว่า 50% ส่งผลต่อรายได้ของรัฐบาลมาเลเซีย ที่มาจากน้ำมันถึง 30% จึงมีผลต่อการบริหารจัดการ และราคาที่ลดต่อเนื่องมีผลอย่างมากต่อภาคส่งออกด้วย ปัจจัยดังกล่าวยังทำให้ค่าเงินริงกิตอ่อนค่าลง 20-30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2557

ประกอบกับรัฐบาลนำภาษีสินค้าและบริการ (จีเอสที) อัตรา 6% มาใช้ตั้งแต่เดือนเม.ย.2558 ส่งผลต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ

สำหรับการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียในช่วง 11 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ย. 2558) อยู่ที่ 2.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.47% และคาดว่าทั้งปี 2558 จะติดลบ 15%

ทั้งนี้ ธุรกิจที่มองว่ามีโอกาสคือ ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจแฟรนไชส์ ธุรกิจส่งออกผักและผลไม้สด ธุรกิจของขวัญและของตกแต่งบ้าน และธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ ส่วนกลุ่มธุรกิจเครื่องสำอางและอาหารเสริม แม้ว่าจะมีโอกาส แต่ขั้นตอนการนำเข้ายังค่อนข้างยุ่งยาก

อย่างไรก็ดี แนะนำว่าการเข้าไปทำตลาดในมาเลเซีย ผู้ประกอบการไทยควรจะเริ่มมองและใช้ช่องทางของการค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) หรือธุรกิจออนไลน์ด้วย เพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงมาก

ขณะที่ตลาดเมียนมายังคงเป็นความหวังหลักที่จะช่วยฉุดภาพรวมตลาดอาเซียนให้ขยายตัวต่อไปได้ โดย ผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประจำกรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมา กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าการส่งออกไปตลาดเมียนมาเติบโต 12% โดยในช่วง 11 เดือนของปี 2558 มีมูลค่าการส่งออกรวม 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างกันมีสูงถึง 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจเมียนมาขณะนี้เติบโตดี ตอนนี้เมียนมาเลือกตั้งเสร็จแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสดีต่อภาคธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนและส่งออกสินค้า เพื่อทดแทนตลาดหลักที่ยังชะลอตัว ซึ่งเอกชนไทยมีความตื่นตัวและขอคำปรึกษาในการเข้าไปลงทุนถึงวันละ 5-6 ราย

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่เข้าไปลงทุนสูง คือ กลุ่มธุรกิจภาคเกษตรและธุรกิจบริการ โดยสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม ของไทยได้รับความนิยมสูง และถือว่าสินค้าไทยมีส่วนแบ่งการตลาดในเมียนมาค่อนข้างสูง จึงถือเป็นโอกาสในการเข้าไปทำธุรกิจของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจแฟรนไชส์ แต่ไทยต้องหาพันธมิตรท้องถิ่นในการร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอาจมีความยากลำบากและต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินจากการนำเงินเข้าออกประเทศเมียนมา

พิมล ปงกองแก้ว ผู้อำนวยการ สคร. ณ นครหลวงเวียงจันทน์ กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยใน สปป.ลาว เมื่อปีที่ผ่านมา ขยายตัว 4.43% ชะลอตัวลงจากปี 2557 ที่ขยายตัวถึง 7.29% เนื่องจากตอนนี้เริ่มมีโรงงานผลิตสินค้าในพื้นที่ และมีประเทศคู่แข่งเช่นจีนและเวียดนามนำสินค้าเข้ามาขยายตลาดใน สปป.ลาว มาก ประกอบกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัวส่งผลกระทบทั่วโลก ดังนั้นเป้าปีนี้ที่ตั้งไว้ 12% จึงถือเป็นความท้าทายอย่างมาก

“ส่วนแบ่งของสินค้าไทยใน สปป.ลาว เริ่มลดลงเรื่อยๆ โดยในปี 2558 สินค้าไทยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 47.50% ลดลงจากปีก่อนที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 64% โดยตั้งแต่ปี 2531-2558 ไทยลงทุนสะสมใน สปป.ลาว มูลค่า 4,491 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 2 รองจากจีน ซึ่งไทยจำเป็นต้องรักษาส่วนแบ่งตลาดนี้ไว้ไม่ให้ลดลงกว่านี้”

สำหรับอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพ คือ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เกษตรแปรรูป โดยการขยายฐานการผลิตเพื่อไปใช้สิทธิจีเอสพีและวัตถุดิบ รวมถึงแรงงานในพื้นที่ อุตสาหกรรมการให้บริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลและคลินิกความงาม และการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นต้น

นอกจากตลาดอาเซียนแล้ว อินเดีย เป็นอีกตลาดที่ยังพอมีความหวัง สุวิมล ติลกเรืองชัย ผู้อำนวยการ สคร. ณ เมืองมุมไบ อินเดีย กล่าวว่า อินเดียเป็นอีกเป้าหมายหลักของการส่งออกไทย ด้วยเศรษฐกิจที่ขยายตัวแบบก้าวกระโดด โดยปีที่ผ่านมาขยายตัวถึง 7% และปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 7-8% ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกไปอินเดียให้เติบโต 9% จากปี 2558 ที่ติดลบ ส่วนธุรกิจที่ไทยมีศักยภาพเข้าไปทำได้ทันทีคือ กลุ่มอาหาร

คงต้องรอลุ้นกันว่า หลังทูตพาณิชย์เร่งเครื่องกันเต็มที่ สุดท้ายจะเดินได้ถึงเป้าหมาย และตลาดอาเซียนจะยังเป็นพระเอกได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่