
ลีชินเฉิง บิ๊กปาล์มน้ำมันมาเลย์
การถูกปฏิเสธจากบริษัทขนาดใหญ่กลายเป็นโอกาสให้หลายคนผลักดันตัวเองจนก้าวมายืนในแถวหน้าของวงการธุรกิจได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “ลีชินเฉิง” นักธุรกิจชาวมาเลย์เชื้อสายจีน ประธานกรรมการบริหารของ “ไอโอไอ กรุ๊ป” บริษัทเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก
การถูกปฏิเสธจากบริษัทขนาดใหญ่กลายเป็นโอกาสให้หลายคนผลักดันตัวเองจนก้าวมายืนในแถวหน้าของวงการธุรกิจได้สำเร็จ เช่นเดียวกับ “ลีชินเฉิง” นักธุรกิจชาวมาเลย์เชื้อสายจีน ประธานกรรมการบริหารของ “ไอโอไอ กรุ๊ป” บริษัทเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก
ลีคลุกคลีอยู่ในวงการอุตสาหกรรมการเกษตรตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อของเขาเป็นเจ้าของร้านขายอาหารในสวนยางพารา เขาได้ทิ้งการเรียนมาระยะหนึ่งเมื่อวัย 11 ขวบ เพื่อมาช่วยครอบครัวหารายได้ ด้วยการ
ขี่จักรยานขายไอศกรีมอยู่ประมาณ 4 ปีก่อนกลับไปเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปลาย
ในวัย 22 ปี ถือเป็นช่วงสำคัญของชีวิตที่ลีไม่เคยลืม โดยตอนนั้นเขาไปสมัครงานระดับหัวหน้างานที่ ดันลอป เอสเตท บริษัทยุโรปที่ทำธุรกิจสวนปาล์มน้ำมันในแดนเสือเหลือง แต่เขากลับถูกปฏิเสธเพราะพูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมาก เพราะเจ้าของสวนปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่เป็นบริษัทยุโรป
อย่างไรก็ตาม ลีไม่ละความพยายาม จนในที่สุดได้งานหัวหน้าที่สวนปาล์มแห่งหนึ่ง ซึ่งกลายเป็นแหล่งที่เขาได้บ่มเพาะทักษะความรู้ในวงการปาล์มน้ำมัน สไตล์การบริหารงาน และเข้าใจงานสวนปาล์มอย่างลึกซึ้งถึงวิธีที่จะเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จนกระทั่งในปี 2525 ลีก้าวเป็นผู้บริหารบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง และได้ซื้อกิจการอินดัสเทรียล ออกซิเจน อิงค์ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จากนั้นประมาณ 2 ปี บริษัทของเขาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นรายสำคัญในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของประเทศมาเลเซีย และในปี 2532 ลีได้เข้าซื้อธุรกิจของ ดันลอป เอสเตท ซึ่งเคยปฏิเสธรับเขาเข้าทำงาน แต่ลีก็ยอมรับว่าการถูกปฏิเสธจากบริษัทยักษ์ใหญ่ครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต และได้นำพาเขาไปสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่มากกว่า
ทั้งนี้ ในปี 2538 ลีเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ไอโอไอ กรุ๊ป ซึ่งปัจจุบันดำเนินธุรกิจปาล์มน้ำมันครบวงจรตั้งแต่เพาะพันธุ์ปาล์ม ทำสวนปาล์มน้ำมัน และแปรรูปปาล์มน้ำมัน โดยถือเป็นผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 1 ของมาเลเซีย และยังเป็นเจ้าของโรงงานโอลิโอเคมีที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของประเทศ
นอกจากบริหารอาณาจักรธุรกิจของตัวเองแล้ว ลีได้ทุ่มเทเวลาเพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่กลุ่มธุรกิจ สมาคมต่างๆ ในมาเลเซียด้วย
ความสำเร็จทางธุรกิจทำให้ลีอยู่ในทำเนียบมหาเศรษฐีมาเลเซียมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 นิตยสารฟอร์บส์จัดให้เขาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 6 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ







