
กอบศักดิ์...เปิดแผนรัฐ ดันจีดีพีปีนี้โตได้ 3.5%
การปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ลง 0.4% เหลือ 2.9% ของธนาคารโลก
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
การปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ลง 0.4% เหลือ 2.9% ของธนาคารโลก ไม่ได้สร้างความประหลาดใจมากเท่าไรสำหรับผู้ติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ที่ฮือฮาและเป็นประเด็นให้ต้องถกเถียงกันมาก คือการคงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ที่ 2% ซึ่งนอกจากจะต่ำสุดในภูมิภาคนี้แล้ว ยังห่างไกลจากตัวเลขคาดการณ์ของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 3.5% สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ 3.9% และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ 3-4%
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็น กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ากังวลใจกับตัวเลข 2% ของธนาคารโลก โดยคาดว่าตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว ธนาคารโลกยังไม่ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของหลายปัจจัย
“ผมยังเชื่อว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างน้อย 3.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความเป็นไปได้สูง จากการที่รัฐมีนโยบายเร่งรัดหลายด้าน ทั้งเรื่องการลงทุนและนโยบายประชารัฐที่ดึงภาคเอกชนให้มาร่วมผลักดันเศรษฐกิจกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด” กอบศักดิ์ ระบุ
ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 2% และ 2.4% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ภายใต้สมมติฐาน 3 เรื่อง คือ 1.ไทยเผชิญกับปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลให้มีความไม่แน่นอนของนโยบายการลงทุน ทำให้ภาคเอกชนไม่กล้าตัดสินใจลงทุน 2.ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ส่งผลให้การบริโภคในประเทศไม่ดีนัก และ 3.การส่งออกที่ยังชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดี
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทั้ง 3 เรื่องขณะนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยในเรื่องการลงทุนนั้น รัฐบาลได้ผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้น เริ่มจากการประมูลคลื่นความถี่ 4จี ขณะที่ต้นเดือน ก.พ.นี้จะเริ่มประมูลโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ที่มีความพร้อมแล้ว ทั้งงบประมาณและแบบการก่อสร้าง โดยขณะนี้มีคำสั่งชัดเจนแล้วว่าต้องเดินหน้าการก่อสร้าง นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่
การผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใญ่ภายในไตรมาส 1-2 ดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้มุมมองของภาคเอกชนต่อการลงทุนภาครัฐเปลี่ยนไป และมีความเชื่อมั่นในการลงทุนมากขึ้น
ในด้านการบริโภคนั้น หากติดตามตัวเลขการบริโภคตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีการปรับตัวดีขึ้น โดยเดือน ต.ค. การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.2% เดือน พ.ย. เพิ่มขึ้นอีกเป็น 3.7% ถือเป็นอัตราก้าวกระโดดจากไตรมาส 3 ที่ขยายตัวเพียง 0.4% ขณะที่ไตรมาส 2 ติดลบ 0.4% และไตรมาสแรกปีก่อน โต 1.4% ขณะที่การบริโภคเดือน ธ.ค. จะดีขึ้นต่อเนื่องจากมาตรการหลายอย่าง รวมทั้งการลดหย่อนภาษีช็อปช่วยชาติที่ออกมา
สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะกดดันการบริโภคนั้น กอบศักดิ์ กล่าวว่า เชื่อว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะดีขึ้น เนื่องจากหนี้จากมาตรการรถคันแรกนั้นจะมีการชำระหนี้หมดในปีนี้ ขณะที่ปัญหาภัยแล้งที่จะกระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกรนั้น รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดมาตรการที่จะช่วยเหลืออยู่
ในส่วนของการส่งออกนั้น รัฐบาลเชื่อว่าปีนี้จะขยายตัวได้ เนื่องจากปัจจัยที่ถ่วงให้มูลค่าการส่งออกปี 2558 ลดลงนั้นได้หมดไปแล้ว โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้มูลค่าการส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปี 2558 ลดลงถึง 30% นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าในปีก่อน ปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค ซึ่งเอื้อต่อการส่งออก
“ปีนี้การส่งออกจะขยายตัวได้อย่างน้อย 2% แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะตั้งเป้าโต 5% แต่อย่างน้อยปัจจัยเรื่องการส่งออกปีนี้ก็ไม่เหมือนปีที่แล้ว” กอบศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กอบศักดิ์ ระบุว่า การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตามเป้า 3.5% นั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผ่านโครงการประชารัฐ ที่มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกัน 11 คณะ โดยสิ่งที่เร่งทำในขณะนี้ คือ การให้เม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เพื่อรอเม็ดเงินการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะเข้ามาในครึ่งปีหลัง โดยจะมีการขอความร่วมมือจากภาคเอกชนที่จะร่นระยะเวลาการลงทุนโครงการต่างๆ ให้มาลงทุนในครึ่งแรกของปีนี้ แทนที่จะลงทุนในครึ่งปีหลังตามแผนเดิม รวมทั้งการนำงบฝึกอบรม การสัมมนา ที่จัดสรรไว้ใช้จ่ายในครึ่งปีหลังมาใช้ในครึ่งแรกของปีนี้แทน
กอบศักดิ์ เชื่อว่า การฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ และการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชนจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.5%







