
CGHตั้งลูกบริหารเงินลงทุนเป้าพันล.
คันทรี่กรุ๊ปฯ ตั้งบริษัทลูกลุยบริหารเงินลงทุน เล็งซื้อธุรกิจโรงไฟฟ้า-อสังหาฯ
คันทรี่กรุ๊ปฯ ตั้งบริษัทลูกลุยบริหารเงินลงทุน เล็งซื้อธุรกิจโรงไฟฟ้า-อสังหาฯ
นายทอมมี่ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (CGH) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่ เพื่อทำธุรกิจบริหารจัดการเงินลงทุน โดยบริษัทจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับพันธมิตรต่างประเทศอีก 1 ราย ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ จะได้ข้อสรุปและเริ่มทำธุรกิจได้ภายในครึ่งแรกของปี 2559
ปัจจุบันบริษัทได้เตรียมทีมงานลงทุนเฉพาะส่วนของบริษัทพร้อมแล้ว ประมาณ 10 คน มีนโยบายการลงทุนเชิงรุกเพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะสั้นจากปัจจัยเชิงเทคนิค โดยจะมีการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ ซึ่งคาดหวังผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี
“บริษัทลูกที่ตั้งขึ้นบริหารจัดการเงินลงทุนจะใช้เพื่อบริหารสภาพคล่องของบริษัท และเป็นโอกาสที่สร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นดีกว่าเงินฝาก ซึ่งแยกจากพอร์ตลงทุนของบริษัทลูกอีกแห่ง คือ บล.คันทรี่ กรุ๊ป ที่ทำอยู่แล้ว นโยบายการลงทุนต่างกันที่จะเป็นแบบเชิงรับ” นายทอมมี่ กล่าว
สำหรับในปี 2559 จะเป็นปีแห่งการลงทุนของกลุ่มบริษัทโดยมีนโยบายหลัก คือ ใช้วิธีการเข้าซื้อกิจการทั้งในธุรกิจพลังงานทดแทน หลังจากบริษัทเข้าซื้อหุ้นบริษัท ผาแดงอินดัสทรี (PDI) เพิ่มในช่วงปลายปี 2558 ปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 20.34% ปัจจุบัน PDI มีเงินสดประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท และไม่มีหนี้ ภายในครึ่งแรกของปี 2559 มีโอกาสที่จะเห็นความชัดเจนของการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่สร้างเสร็จและมีสัญญาขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว รวมกำลังการผลิตขนาด 400-500 เมกะวัตต์ เป็นโครงการที่สร้างอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ประมาณ 12-15% ขึ้นไป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา ส่วนใหญ่เป็นโครงการโซลาร์ที่อยู่ในต่างประเทศสัดส่วนประมาณ 90% ทั้งในญี่ปุ่น ยุโรปตะวันออก และสหรัฐ ส่วนอีกสัดส่วนประมาณ 10% เป็นโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศ รูปแบบการลงทุนจะมีทั้งการเข้าซื้อกิจการและสร้างใหม่เอง
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเข้าซื้อกิจการอสังหาริมทรัพย์ในยุโรป โดยซื้อหนี้ของธุรกิจโรงแรมของสถาบันการเงินยุโรป ซึ่งประสบปัญหาจากวิกฤตการเงินก่อนหน้านี้ จึงมีโอกาสได้มาในราคาที่ดีเพื่อนำดำเนินการต่อ คาดว่ามีโอกาสจะเห็นความชัดเจนการลงทุนภายในปี 2559 ขณะที่บริษัทมีความพร้อมค่อนข้างมากของเงินทุน โดยมีสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 5,800-6,000 ล้านบาท และไม่มีหนี้เงินกู้ยืม จึงมีความสามารถในการก่อหนี้เพิ่มขึ้นอีก อีกทั้งยังตัดสินใจลงทุนในธุรกิจพลังงานเองหากมีโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ซึ่งแยกการลงทุนไม่เกี่ยวข้องกับ PDI
“นโยบายการลงทุน รวมถึงการเข้าซื้อกิจการของบริษัทในฐานะโฮลดิ้งคอมพานีมีความยืดหยุ่น ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าต้องอยู่ในเฉพาะธุรกิจอะไร หากมีโครงการให้ผลตอบแทนที่ดีเราพร้อมลงทุนทันที” นายทอมมี่ กล่าว
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2559 ภายใต้สินทรัพย์ปัจจุบันบริษัทวางเป้าหมายจะมีกำไรประมาณ 500 ล้านบาท และหากสามารถลงทุนในโครงการต่างๆ ได้ตามแผนงานที่วางไว้คาดว่าภายใน 2-3 ปี มีโอกาสกำไรจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,000 ล้านบาท







