
กิมเอ็งห่วง หุ้นเริ่มเสี่ยง เตือนระวัง
โพสต์ทูเดย์
— กิมเอ็งกังวลหุ้นไทยใกล้แพงเตือนลงทุนต้องระวัง เน้นตัวหุ้นเชิงอนุรักษ์กลุ่มธนาคารและพลังงานนายสาธิต วรรณศิลปิน กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ KEST เปิดเผยในงานสัมมนา
“เจาะลึกมุมมองของการลงทุนครึ่งปีหลัง” ว่า มุมมองส่วนตัวกังวลว่าราคาหุ้นค่อนข้างสูง ถ้าดูสัดส่วนราคาเทียบกับกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ของตลาดหุ้นไทยขณะนี้อยู่ที่ 13 เท่า แม้ก่อนหน้านี้จะเคยขึ้นไประดับ 1415 เท่า หรือคิดเป็นดัชนีหุ้นระดับ 880900 จุดก็ตามขณะนี้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างหุ้นและตราสารหนี้เหลือไม่ถึง 2% จาก 4% น่าจะสะท้อนได้ว่าราคาหุ้นขึ้นมาค่อนข้างแพง ดังนั้น อยากให้นักลงทุนจัดพอร์ตให้น้ำหนักในหุ้น 50% ตราสารหนี้ 40% และอีก 10% เป็นการลงทุนทางเลือกในอสังหาริมทรัพย์และทองคำเป็นต้น
“
ปีนี้กำไรของบริษัทจดทะเบียนหรือบจ.จะโต 1015% ถือเป็นระดับที่ดี แต่การเทรดหุ้นบนค่าพี/อี ขณะนี้ทำให้เกิดความไม่สบายใจว่าราคาอาจแพง แต่นักลงทุนบางคนอาจเกรงว่าจะเสียโอกาส เพราะหากพิจารณาถึงสภาพคล่องในภูมิภาคนี้ยังมีอยู่สูง ถึงแม้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยบ้างก็ตามและกรณีจีนปรับนโยบายค่าเงินหยวนทำให้เงินในภูมิภาคนี้แข็งค่าไปด้วย จะทำให้ทุนต่างชาติยังให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ จึงให้ลงทุนในหุ้นในเชิงอนุรักษ์(คอนเซอร์เวทีฟ)”นายสาธิต กล่าวสำหรับกลุ่มหุ้นแนะนำให้ลงทุนคือหุ้นสถาบันการเงินและกลุ่มพลังงาน ซึ่งระยะที่ผ่านมาจะทรงตัวแต่เป็นจังหวะเข้าลงทุน เพราะสุดท้ายก็เป็นกลุ่มหลักของตลาดหุ้นไทยก่อนหน้านี้ นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KEST กล่าวว่า ระยะที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวดีกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค แต่หากพิจารณาพี/อี ขณะนี้อยู่ที่ 11 เท่า เทียบกับ ญี่ปุ่นอยู่ที่ 17 เท่า สิงคโปร์ 14 เท่า ฮ่องกง 14 เท่า ไต้หวัน 13 เท่า ฟิลิปปินส์ 13 เท่าและเกาหลี 10 เท่า โดยทุกตลาดมีค่าพี/อีสูงกว่ายกเว้นเกาหลีเท่านั้น และหากเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ขยายตัว 5% ตามที่คาด ตลาดหุ้นไทยยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ และกิมเอ็งยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นในสิ้นปีนี้ที่ระดับ 900 จุด
น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย เลขาธิการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) กล่าวว่า สิ่งที่กังวลจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นมีอยู่ 2 ปัจจัยคือการขยายตัวเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะสหรัฐ และการเมืองในประเทศ
สำหรับครึ่งหลังของปีนี้ ดัชนีหุ้นน่าจะดีอยู่ในลักษณะแกว่งตัวออกด้านข้าง เพราะค่าพี/อี ตลาดหุ้นไทยระดับ 12 เท่าถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งกบข.มองไว้ที่ระดับ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ น่าจะมีผลให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน เพื่อทำกำไร 2 ต่อ จากราคาหุ้นและค่าเงินบาทด้วย
นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)วรรณ กล่าวว่า ให้ความสำคัญถึงประสิทธิผลของมาตรการงบไทยเข้มแข็งของรัฐบาล เมื่อมีการอัดฉีดเม็ดเงิน 3.5 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวได้ 5%หรือไม่







