
เงินบาทปรับตัวแคบ....
...วารุณี สิทธิถาวร
ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (1923 ก.ค.) เงินบาทเปิดตลาดในทิศทางอ่อนค่า โดยอยู่ที่ 32.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยได้รับผลกระทบหลังนักลงทุนเริ่มมีการขายสินทรัพย์และสกุลเงินเอเชียออกมาจากความไม่มั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ หลังข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่ทยอยประกาศในช่วงนี้ออกมาค่อนข้างย่ำแย่เป็นส่วนใหญ่
โดยในวันศุกร์ ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะเดียวกันผลประกอบการน่าผิดหวังของภาคธุรกิจสหรัฐ ทั้งเจเนอรัล อีเลคทริค (จีอี) แบงก์ ออฟ อเมริกา คอร์ป และซิตี้กรุ๊ป อิงก์ ทำให้นักลงทุนมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเห็นได้จากดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 261.41 จุด เช่นเดียวกับดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ที่ปรับตัวลงเช่นกัน ตามด้วยตลาดหุ้นเอเชียที่ปรับตัวลงในวันจันทร์
อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงปรับตัวในกรอบแคบเนื่องจากปริมาณซื้อและขายในตลาดค่อนข้างสมดุล ประกอบกับตลาดหุ้นที่ยังคงยืนในแดนบวก ส่งผลให้เงินบาททรงตัวที่ระดับ 32.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐในวันจันทร์ และยังคงปรับตัวในกรอบแคบใกล้ระดับ 32.27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากตลาดยังคงรอปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาชี้นำตลาด
อย่างไรก็ดี การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภูมิภาค และแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของยูโรช่วยให้เงินเอเชียปรับแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงปรับตัวขึ้นได้น้อยกว่าสกุลเงินอื่นๆ เนื่องจากแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐของกลุ่มผู้ส่งออกทองในช่วงที่ราคาทองปรับตัวลง ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับ 32.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันอังคาร
ในช่วงกลางสัปดาห์ เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 32.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงเช้าวันพุธ และค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากปริมาณซื้อและปริมาณขายอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด ขณะที่สกุลเงินภูมิภาคแม้จะมีการเคลื่อนไหวในกรอบที่กว้างกว่า แต่ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน ทั้งนี้ในช่วงกลางสัปดาห์นักลงทุนมีการชะลอการทำธุรกรรม เพราะรอแถลงการณ์รอบครึ่งปีของนายเบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ต่อสภาคองเกรสในวันพุธและพฤหัสบดี และยังคงรอผลการทดสอบ Stress Test ธนาคารในยุโรปที่จะประกาศในวันศุกร์
ในช่วงปลายสัปดาห์ เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากช่วงกลางสัปดาห์ โดยอยู่ที่ 32.30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงในวันนี้ เนื่องจากความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่เพิ่มขึ้นจากแถลงการณ์ของนายเบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ที่ว่า เศรษฐกิจสหรัฐเผชิญกับแนวโน้มที่ไม่แน่นอนอย่างไม่ปกติ และเฟดพร้อมที่จะดำเนินการต่อไปเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่จำเป็น ซึ่งความเห็นดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีความวิตกมากขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาในช่วงก่อนหน้า ต่างบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังชะลอตัวลง ซึ่งความกังวลดังกล่าวกระตุ้นให้นักลงทุนมีการเทขายสกุลเงินและสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ ออกมา เห็นจากการร่วงลงของตลาดหุ้นวอลสตรีต ตามด้วยการร่วงลงของตลาดหุ้นเอเชีย และส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียมีแนวโน้มอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทจะปรับตัวตามค่าเงินภูมิภาค แต่แกว่งตัวในกรอบที่แคบกว่าโดยปรับตัวอยู่ใกล้ระดับ 32.28 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดยังรอปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้นภาวะการลงทุน อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจในเขตยูโรโซนออกมาดีทั้งข้อมูลในภาคการผลิตและภาคบริการ ยอดสั่งซื้อของโรงงานและดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อีกทั้งผลประกอบการที่แข็งแกร่งของภาคธุรกิจสหรัฐช่วยเพิ่มความหวังต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งหนุนความต้องการลงทุนในตลาดหุ้นและสกุลเงินเอเชียให้ปรับแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินบาทตัวในทิศทางเดียวกัน โดยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 32.24 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์
สัปดาห์นี้ (2730 ก.ค. 2553) สายงานธุรกิจตลาดทุนมองว่าสัปดาห์นี้เงินบาทยังมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางแข็งค่า โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 32.1532.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หลังปรับตัวในช่วง 32.2032.45 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า
โดยคาดว่าสกุลเงินเอเชียและเงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการอ่อนค่าลงของเงินเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่ค่อนข้างอ่อนแอในช่วงนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และให้น้ำหนักมากขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมา โดยสัปดาห์นี้ประกอบด้วยข้อมูลยอดสั่งซื้อ สินค้าคงทน ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาส 2/2553 ดัชนีการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งตลาดมองว่าข้อมูลในสัปดาห์นี้ยังคงสะท้อนภาวะเศรษฐกิจ ที่อ่อนแอของสหรัฐ ซึ่งหากข้อมูลออกมาแย่ตามคาดจะเป็นปัจจัยกดดันต่อภาวะการลงทุนและการเคลื่อนไหวตลาดการเงิน
นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามในช่วงสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจการเงินรายเดือน จากธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงปลายสัปดาห์ ซึ่งจะเป็นตัวสะท้อนภาวะเศรษฐกิจไทยว่ายังมีความแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่







