
ไทยประกันชีวิตฮึดสู้ครึ่งปีหลัง
ดัน3ช่องทางใหม่ขยายตลาด ครึ่งปีแรกเบี้ยใหม่ติดลบ3%
โพสต์ทูเดย์
— ไทยประกันชีวิต รุกหนักพัฒนา 3 ช่องทางขายใหม่ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันครึ่งปีหลังนายอังกูร ศรีกัลยาณบุตร ผู้อำนวยการฝ่าย สายงานสื่อสารการตลาด บริษัท ไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาช่องทางการขายใหม่ๆ อย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการแข่งขัน และเพิ่มช่องทางในการหารายได้เพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันมีรายได้จากการขายผ่านตัวแทนถึง 90% ช่องทางการขายผ่านธนาคารและสถาบันการเงิน 3% ช่องทางขายตรง 3% ที่เหลือเป็นการขายผ่านประกันกลุ่ม
“
ครึ่งปีหลังนี้ยอดขายน่าจะเติบโตเป็นบวก เพราะตัวแทนทำงานได้เต็มที่ ทั้งการจัดกิจกรรมการตลาดต่างๆ ทั้งกับลูกค้า คู่ค้า และตัวแทน” นายอังกูร กล่าวทั้งนี้ 6 เดือนแรกมีเบี้ยที่เกิดจากธุรกิจใหม่ 2,820.25 ล้านบาท ลดลง 3% เบี้ยประกันรับปีต่อไป 1.18 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% รวมเบี้ยทุกประเภท 1.51 หมื่นล้านบาท ลดลง 4%
“
เบี้ยใหม่โอเค แต่โตไม่ได้ตามที่เราวางไว้ ซึ่งเรามีรายได้หลักจากการขายผ่านตัวแทน ถ้าตัวแทนชะลอ ยอดขายของบริษัทก็ลดลงด้วย จึงต้องพัฒนาช่องทางการขายอื่นๆ เข้ามาเพื่อเสริมรายได้” นายอังกูร กล่าวนายอังกูร กล่าวว่า บริษัทเตรียมที่จะขยายการขายผ่านโทรศัพท์อย่าง จริงจัง ซึ่งที่ผ่านมาจะว่าจ้างบริษัทภายนอกเป็นผู้ขายให้ ซึ่งมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมคนได้ จึงศึกษาช่องทางที่จะทำเอง โดยใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งช่องทางนี้สามารถขายได้ในทุกสถานการณ์ มีเพียงเรื่องกฎระเบียบใหม่ๆ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เท่านั้นที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยง เพราะอาจจะไม่สามารถปฏิบัติได้ตามเกณฑ์ใหม่ ซึ่งจะเห็นว่าหลังเกณฑ์เกี่ยวกับการขายประกันผ่านโทรศัพท์ออกมา ทำให้ยอดขายผ่านโทรศัพท์ทั้งระบบลดลง
รวมถึงช่องทางประกันกลุ่มที่จะต้องเพิ่มลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาให้ได้ผ่านกรมธรรม์แบบสวัสดิการ เพราะลูกค้าเก่าที่เคยจัดสวัสดิการประกันกลุ่มให้พนักงานยังคงทำต่อเนื่อง และหากบริการดีลูกค้าจะยังอยู่กับบริษัทในระยะยาว และตลาดประกันกลุ่มไม่มีปัจจัยอื่นใดเข้ามาเป็นปัจจัยลบ
“
การขายผ่านธนาคารและสถาบันการเงินจะต้องเพิ่มขึ้นมาให้ได้ แต่ปัญหาคือเราจะมีสินค้าระยะสั้นขายกับธนาคารเป็นบางช่วงเท่านั้น ไม่ได้มีตลอด และสัญญาไม่ใช่ระยะยาว เพราะธนาคารแต่ละแห่งส่วนใหญ่จะมีบริษัทประกันชีวิตในเครือ จึงต้องพัฒนาสินค้าและหาพันธมิตรธนาคารเพิ่มขึ้น” นายอังกูร กล่าวขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับลดอัตราการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตทั้งระบบในปี 2553 ลงจากเดิมประมาณ 1823% เป็น 1618% เนื่องจากยอดขายเดือน พ.ค. ลดลงอย่างมาก และยอดขายผ่านธนาคารในช่วงดังกล่าวก็ลดลงเช่นเดียวกัน







