
กรมศุลฯ ตั้งเป้า ยกอันดับตรวจปล่อยสินค้า
ถือว่าเป็นงานท้าทายอย่างยิ่งของ กุลิศ สมบัติศิริ ที่ถูกโยกจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มาเป็นอธิบดีกรมศุลกากร
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ถือว่าเป็นงานท้าทายอย่างยิ่งของ กุลิศ สมบัติศิริ ที่ถูกโยกจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มาเป็นอธิบดีกรมศุลกากร ที่แม้จะเป็นกรมจัดเก็บภาษีกรมใหญ่ แต่ภาระหน้าที่หลัก จะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการตรวจปล่อยสินค้า และการปราบปรามการทุจริตเสียมากกว่า
ปี 2559 กุลิศ ได้วางเป้าหมายงานหลักไว้ว่า จะทำให้ไทยได้รับการเลื่อนอันดับดีขึ้นด้านความยากง่ายในการทำธุรกิจในไทย (Ease Doing Business) หลังจากไทยถูกธนาคารโลกลดอันดับมาอยู่ที่ 49 จากอันดับที่ 46 ในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะอันดับความยากง่ายด้านการค้าระหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับกรมศุลกากร จะต้องดีกว่าอันดับที่ 56ในปีที่ผ่านมา ซึ่งตกลงมา 1 อันดับจากปีก่อนหน้า
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว กรมศุลกากรได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าเรือแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำงานร่วมกัน โดยกรมศุลกากรจะทำเรื่องการปรับปรุงระบบการตรวจปล่อยสินค้า ระบบเอกสารการนำเข้าและส่งออก เพื่อให้ระยะเวลาการอนุมัติรวดเร็วขึ้น
เริ่มจากทำ Time Release Study ที่จะทดสอบเบื้องต้นในวันที่ 25 ม.ค.ก่อน เพื่อวัดระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้าทั้งขาเข้าและขาออก ทั้งทางเรือและทางบกตามด่านต่างๆ เพื่อดูระยะเวลาที่สูญเสียในการตรวจปล่อย จุดอ่อน จุดแข็งต่างๆ
นอกจากนี้จะมีการปรับปรุงระบบ National Single Window หรือระบบการเชื่อมโยงข้อมูลกับ 36 หน่วยงาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถเปิดดูได้จากแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนได้ทันที จากปัจจุบันที่ต้องเปิดดูจากเครื่องคอมพิวเตอร์พีซี เป็นการอำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตการจดทะเบียนตั้งบริษัทของกรมการค้าภายใน มาไว้ในแอพพลิเคชั่นด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรกดดูข้อมูลการจัดตั้งบริษัทได้ทันที โดยไม่ต้องทำหนังสือขอ หรือรอหนังสือยืนยัน เป็นการลดขั้นตอนการทำงาน และปัญหาเรื่องเอกสารลง
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากร จะเพิ่มผู้ประกอบการบัตรทอง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล AEO (Authorized Economic Operator) จากปัจจุบันมี 271 ราย เป็น 500 รายในปีงบประมาณ 2559 ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้จะได้รับสิทธิพิเศษในการรับบริการตรวจปล่อยสินค้าช่องทางพิเศษ รวมทั้งจะให้บริการ Advance Ruling หรือบริการให้คำวินิจฉัยล่วงหน้าแก่ผู้ประกอบการ ทั้งประเภทพิกัดศุลกากร ถิ่นกำเนิดสินค้า และราคา เพื่อให้ผู้นำเข้าเตรียมเอกสาร เตรียมค่าภาษีไว้ให้พร้อม เมื่อนำเข้าสินค้ามาก็สามารถเสียภาษีได้ทันที โดยไม่ต้องรอตรวจสอบอีกครั้ง
นอกเหนือจากการทำให้ขั้นตอนศุลกากรรวดเร็วขึ้น และนำอิเล็กทรอนิกส์เข้าช่วยแล้ว สิ่งที่จะทำพร้อมกันคือ การลดการรั่วไหลของภาษี โดยการจัดเก็บภาษีให้เป็นธรรม เริ่มจากการปรับโครงสร้างและอัตราภาษีสินค้า 56 หมวด ประมาณ 1,000 กว่าชนิด
รวมทั้งจะมีการทำแอพพลิเคชั่น บรรจุพิกัดภาษีและราคา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถเปิด ณ จุดตรวจปล่อยได้ทันที โดยเป้าหมายปี 2559 จะทำให้ได้ 90 หมวดสินค้า แต่จะนำร่องสินค้าที่มีความเสี่ยง 5 อันดับแรกที่มีการนำเข้าสูงในแต่ละด่าน และมักจะมีปัญหาในเรื่องพิจารณาพิกัดสินค้าในแต่ละด่านไม่เหมือนกัน ทำให้มีการคิดภาษีที่สูงหรือต่ำ เกินไป หากมีแอพพลิเคชั่นดังกล่าว เจ้าหน้าที่สามารถเปิดดูเพื่อเปรียบเทียบสินค้าและหาพิกัดได้ทันที
ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรจะยังเข้าดูเรื่องการตรวจปล่อยสินค้า กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง อย่าง รถหรู มอเตอร์ไซค์หรู เหล็ก ไวน์ บุหรี่ อะไหล่รถยนต์ และสินค้าที่ใช้ประโยชน์สิทธิภาษีของบีโอไอ เพราะบางครั้งมีการแอบอ้างเรื่องสิทธิประโยชน์ โดยจะมีความ เข้มงวดในการตรวจสอบเพิ่ม จากเดิมที่เคยสุ่มตรวจ 5% ก็จะเพิ่มเป็น 10% โดยในส่วนของเหล็กที่อยู่ในข่ายต้องถูกตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุ่มตลาด (Anti Dumping)
การใช้เทคโนโลยี การปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรม และ อุดช่องโหว่ทั้งหมดนี้ อธิบดีกรมศุลกากรเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือที่ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ศุลกากร จากการสร้างความชัดเจนในเรื่องของสินค้าและพิกัดภาษี เป็นการป้องกันการทุจริตวิธีหนึ่ง และยังช่วยให้การจัดเก็บภาษีรวดเร็วขึ้น ถือเป็นการอุดช่องโหว่การ
ทุจริต และยังทำให้การตรวจปล่อยสินค้าได้รวดเร็วขึ้น สร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยอีกทางหนึ่งด้วย







