posttoday

ให้...จากหัวใจดวงน้อย ภารกิจใหญ่ของพ่อแม่

09 มกราคม 2559

วันนี้ “วันเด็ก” เป็นวันของเด็กๆ มองไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้มของเด็ก เด็กๆ มีความสุขกันเต็มที่

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

วันนี้ “วันเด็ก” เป็นวันของเด็กๆ มองไปทางไหนก็มีแต่รอยยิ้มของเด็ก เด็กๆ มีความสุขกันเต็มที่ เพราะเป็นวันที่เด็กๆ “ได้รับ” ได้ของเล่น ได้ไปเที่ยว ได้ทำกิจกรรม ได้กินขนม ได้รางวัลพิเศษ ได้... อื่นๆ อีกมากมาย

และเมื่อพวกเขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขจากการได้รับ ก็น่าจะเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะสอนให้เขาเรียนรู้ที่จะมีความสุขจาก “การให้” หรือการแบ่งปันดูบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้สิ่งของ ให้เงิน หรือให้ความช่วยเหลือ

ทิพมาศ เศวตวรโชติ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีธรรมาโศกราช เขียนไว้ใน taam¬kru.com ว่า...

“การแบ่งปันเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้เด็กขจัดความเห็นแก่ตัวออกจากตนเอง และทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข สาเหตุส่วนใหญ่ของการทะเลาะกันในเด็กอนุบาลและประถมต้นมักมาจากการไม่รู้จักแบ่งปัน”

เริ่มในเวลาที่เหมาะสม

เมื่อหลายปีก่อน เราน่าจะเคยเห็นข่าวเด็กหญิง Katherine Com¬male ซึ่งรายงานข่าวบางชิ้นบอกว่า เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “ทูตแห่งมุ้ง” หลังจากเธอระดมทุนซื้อมุ้งเพื่อช่วยเด็กๆ ชาวแอฟริกันให้รอดพ้นจากโรคมาลาเรีย ผ่านหน่วยงานที่ชื่อว่า Nothing But Nets (ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง)

ทั้งๆ ที่เธออายุเพียงแค่ 5 ขวบเท่านั้น

Lynda Commale แม่ของเธอเล่าให้นิวยอร์กไทมส์ฟังว่า เริ่มขึ้นเมื่อเดือน เม.ย. 2549 จากการดูสารคดีที่บอกว่า เฉลี่ยทุกๆ 30 วินาที จะมีเด็กแอฟริกาคนหนึ่งตายเพราะโรคมาลาเรีย และนั่นทำให้เธอบอกกับแม่ของเธอว่า “เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”

นับจากวันนั้น เธอและครอบครัวของเธอยังคงเดินหน้าโครงการบริจาคเพื่อซื้อมุ้งให้ชาวแอฟริกันอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ยอดเงินบริจาคในปัจจุบันมากกว่า 2 แสนเหรียญสหรัฐ

แม้จะไม่มีรายงานข่าวหรือข้อมูลอ้างอิงได้ว่า ทำไมหนูน้อยวัย 5 ขวบ ถึงได้คิดถึงการให้และจุดประกายให้ผู้ใหญ่จำนวนมากมองเห็น

แต่บอกได้ว่า เด็กอายุ 5 ขวบ ก็เข้าใจเรื่องการให้และการแบ่งปันได้แล้ว

Madison DuPaix ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและการเงิน (kidmoney.about.com) บอกว่า การสอนเรื่องการให้และการแบ่งปันในเด็ก ควรเริ่มตั้งแต่อายุประมาณ 3-4 ขวบ

ในขณะที่เด็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องการแบ่งปัน ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น แต่เมื่อเด็กเข้าสู่วัย 3 ขวบ จะมีพัฒนาการและมีความเข้าใจมากขึ้น

ทิพมาศ อ้างถึงงานวิจัยของ Ugurel-Semin ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างช่วงอายุกับการแบ่งปันในเด็กและพบว่า

เด็กอายุ 4-6 ขวบ มีพฤติกรรมแบ่งปัน 33% และมีพฤติกรรมเห็นแก่ตัว 67%

เด็กอายุ 7-10 ขวบ มีพฤติกรรมแบ่งปัน 77% และพฤติกรรมเห็นแก่ตัว 23%

แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการแบ่งปันจะเริ่มชัดมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้เด็กเติบโตขึ้นมาโดยไม่รู้จักการให้และการแบ่งปัน ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะไม่ได้เรียนรู้อีกเลยจนกลายเป็น “คนเห็นแก่ตัว” ในที่สุด

สร้างบรรยากาศการให้

วิธีการสอนลูกให้รู้จักการให้และการแบ่งปันที่ดีที่สุด คือ พ่อแม่ต้องทำเป็นตัวอย่าง เพราะเด็กๆ มักจะเลียนแบบพฤติกรรมพ่อแม่อยู่แล้ว (ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ดี) ดังนั้นถ้าต้องการให้ลูกรู้จักการให้ เราก็ต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน

นอกจากนี้ ยังต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมในเชิงลบที่เราอาจจะแสดงให้ลูกเห็น “ความเห็นแก่ตัว” ที่กลายเป็นความเคยชินในชีวิตประจำวัน เช่น การจอดรถโดยไม่คิดถึงคนอื่น ดูถูกคนที่ด้อยกว่า ไม่มีน้ำใจให้เพื่อนร่วมสังคม

ทิพมาศ บอกว่า การสอนพฤติกรรมการแบ่งปันทำได้ง่ายๆ และทำได้ในชีวิตประจำวัน เช่น

&O1472;การทำกิจกรรมร่วมกันในบ้านของแต่ละวัน ที่มีการช่วยเหลือกันในครอบครัว พ่อช่วยแม่ พี่ช่วยน้อง หลานช่วยปู่ย่า เพราะการให้และการแบ่งปันไม่ได้จำกัดอยู่ที่สิ่งของหรือเงินเท่านั้น

&O1472;การเล่านิทานส่งเสริมการแบ่งปัน และการชี้แนะให้เห็นสิ่งที่ดีของการแบ่งปัน และสิ่งไม่ดีของการไม่แบ่งปัน

&O1472;แสดงพฤติกรรมการแบ่งปันเป็นตัวอย่าง และให้ลูกเข้าไปมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผู้อื่น และต้องบอกให้เขารู้ว่า ทำไมถึงต้องแบ่งปันให้คนอื่น

&O1472;เปิดโอกาสให้เด็กได้แบ่งปัน หลังจากนั้นก็พูดคุยกันในครอบครัวถึงความรู้สึกที่ได้รับจากการแบ่งปัน รู้สึกดีแค่ไหน ภูมิใจแค่ไหนที่ได้ให้ผู้อื่น

ให้ด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่บังคับ

สำหรับเด็กเล็กๆ อาจจะเริ่มจากการบริจาคเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้แล้ว ของเล่นที่เบื่อแล้ว โดยนำไปบริจาคสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือคนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ

ทิพมาศ แนะนำว่า ก่อนที่จะมีการแบ่งปันสิ่งของ คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะบอกถึงความลำบากของผู้รับก่อนว่า เขามีทุกข์เช่นไร และเมื่อลูกนำสิ่งของไปแบ่งปันแล้ว ผู้รับจะหมดทุกข์อย่างไร จะเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีให้ลูก

แต่ถ้าเป็นเด็กโตขึ้นมาอีกหน่อยอาจจะมีการตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้อื่น โดยตั้งเป้าหมายจำนวนเงินที่ต้องการบริจาค จากนั้นก็หยอดกระปุกให้ได้ครบตามจำนวน ซึ่งอาจจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากค่าขนมมาใส่ในกองทุน และนำไปบริจาคในวันเกิด

อย่างไรก็ตาม ต้องให้เด็กเป็นคนเลือกสิ่งของ เสื้อผ้า หรือของเล่นที่จะบริจาคด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับการบริจาคเงิน ที่ต้องปล่อยให้เขาเลือกเองว่า อยากจะบริจาคให้องค์กรไหน มูลนิธิอะไร เพราะอะไร (บางทีอาจจะไม่ถูกใจเราก็ไม่เป็นไร)

แต่ถ้าเขายังไม่พร้อมที่จะแบ่งของให้ใครก็อย่าไปบังคับหรือหลอกล่อด้วยวิธีการต่างๆ นานา เพราะต้องให้เขาเรียนรู้ที่จะแบ่งปันด้วยใจบริสุทธิ์

เมื่อเด็กมีการให้และแบ่งปัน พ่อแม่ควรจะชื่นชมเขา อาจจะให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ รู้สึกมีความสุขในการให้ (ขนาดพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เวลาบริจาคเงินยังได้ สิทธิลดหย่อนภาษี เป็นรางวัล)

แต่ในขณะที่เราพยายามสอนให้เขารู้จักการให้และแบ่งปัน ก็ต้องสอนให้รู้จัก รักษาสิทธิ ของตัวเองด้วย เพราะหากสอนแต่การให้ โดยที่ไม่รักษาสิทธิของตัวเองอาจโดนเอาเปรียบได้

นอกจากนี้ ไม่ควรสอนให้พี่มีหน้าที่แบ่งปันให้น้องอยู่ฝ่ายเดียว แต่ควรจะแบ่งปันกันระหว่างพี่น้องมากกว่าที่จะให้คนใดคนหนึ่งเสียสละเพียงฝ่ายเดียว

เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา แต่อย่าท้อ อย่าถอย เพราะนี่คือภารกิจพ่อแม่ ที่ต้องสร้างลูกให้เป็นคนดีมีน้ำใจช่วยให้สังคมไทยมีความสุข

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง