
เดลล์สร้างโอกาสผ่าน ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น
การพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นเทรนด์ใหม่ที่เดลล์มองว่าจะสามารถขับเคลื่อนเทคโนโลยีและช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้มีโอกาสในการทำธุรกิจต่อไป เพราะปัจจุบัน Fortune 500 ที่เคยคาดว่าจะมีอายุเฉลี่ย 15 ปี ก่อนการผลัดเปลี่ยนเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หากไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาศักยภาพขององค์กร
การพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นเทรนด์ใหม่ที่เดลล์มองว่าจะสามารถขับเคลื่อนเทคโนโลยีและช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้มีโอกาสในการทำธุรกิจต่อไป เพราะปัจจุบัน Fortune 500 ที่เคยคาดว่าจะมีอายุเฉลี่ย 15 ปี ก่อนการผลัดเปลี่ยนเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หากไม่นำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาศักยภาพขององค์กร
อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางขององค์กรที่จะสามารถรักษาธุรกิจของตัวเองได้นั้น จะต้องมองหาข้อดีของธุรกิจและปรับกลยุทธ์ที่เหมาะสม ตื่นตัวกับเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมของธุรกิจและสร้างสรรค์เพื่ออนาคต กว่า 50% ของธุรกิจไทยก็เริ่มวางแผนที่จะเปลี่ยนแปลงกันแล้ว
“ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีดีไวซ์เพิ่มขึ้นกว่า 1.3 หมื่นล้านชิ้น ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ ทำให้ภาคธุรกิจต้องเตรียมความพร้อมที่จะลงทุนเทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ซึ่งการเชื่อมต่อที่รวดเร็วนั้น เป็นได้ทั้งโอกาสและวิกฤตสำหรับคนที่เตรียมพร้อมไม่ทัน เพราะคู่แข่งจะไม่ใช่รายเดิมเพียงรายเดียวอีกต่อไป แต่เรียกว่าจะมีคู่แข่งหน้าใหม่จากทุกช่องทางเข้ามาเกิดการแข่งขันได้ จึงต้องเตรียมความพร้อมรับปัญหาให้ทัน” อโณทัย กล่าว
ทางด้าน ธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า การใช้จ่ายด้านไอทีของภาคธุรกิจนั้น คาดว่าไตรมาส 3 จะมีการใช้จ่ายมากที่สุดในกลุ่มภาครัฐ แต่ภาคเอกชนจะเฉลี่ยการใช้จ่ายตามกำลังของแต่ละธุรกิจ
“หากประเมินการลงทุนในตลาดไอทีปีหน้า ถ้าเป็นไตรมาสแรกของปีอาจจะยังไม่มีการใช้จ่ายมากนัก เมื่อเข้าไตรมาส 2 ตลาดการศึกษาน่าจะมีการใช้จ่ายเยอะที่สุด เข้าไตรมาส 3 จะเป็นโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ส่วนเอกชนนั้น น่าจะเป็นการเฉลี่ยใช้จ่ายไอทีตามความเหมาะสมของธุรกิจในขณะนั้นๆ” ธเนศ กล่าว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 เดลล์ได้มีการปรับแผนกลยุทธ์ใหม่ เจาะตลาดโซลูชั่นในกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการลงทุนอุปกรณ์ไอทีแบบครบวงจรในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น เพราะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกิดขึ้นเยอะมาก และคนกลุ่มนี้มีความรู้ด้านไอทีที่ดี จึงต้องการสินค้าที่ครอบคลุมความต้องการ
“การปรับยุทธศาสตร์ใหม่ด้วยการเจาะกลุ่มเอสเอ็มอีนี้ คาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสในการนำเสนอสินค้าในกลุ่มโซลูชั่นเข้าตลาดใหม่ๆ เพราะเทรนด์เทคโนโลยีอย่างคลาวด์ สตอเรจ โมบิลิตี้ บิ๊กดาต้านั้น สามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่ทิ้งกลุ่มลูกค้าองค์กรเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม ธนาคาร โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น” ธเนศ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธเนศยังกล่าวอีกว่า หลังเสร็จสิ้นการประมูล 4จี ภาคโทรคมนาคมจะต้องมีการติดตั้งอุปกรณ์เน็ตเวิร์กต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าและให้บริการที่ดี บริษัทยังคงนำเสนอสินค้าในกลุ่มเน็ตเวิร์กอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยืดหยุ่นการใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อื่นๆ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ภาคธุรกิจ แม้จะยังไม่มีตัวเลขการลงทุนของภาคธุรกิจที่ชัดเจนออกมา แต่เชื่อว่าจะมองข้ามการลงทุนด้านเทคโนโลยีไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นควรจับตาเทรนด์เทคโนโลยีให้ดี







