
ตลาดหลักทรัพย์เปิดแผนปี'59 เน้นช่วยผู้ประกอบการ-เพิ่มคุณภาพบจ.
เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2558ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แถลงแผนงานประจำปี 2559 โดยเริ่มจาก “ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์” ประธานกรรมการ ที่ให้นโยบายว่ายังคงเน้นความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนอยู่ แต่สิ่งที่อยากจะเพิ่มขึ้นคือ การผลักดันในเรื่องความทันสมัยและเท่าทันกับสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากลที่จะต้องให้เน้นคุณภาพ เพื่อตอบสนองกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงสังคมและประเทศชาติด้วย
เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2558ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แถลงแผนงานประจำปี 2559 โดยเริ่มจาก “ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์” ประธานกรรมการ ที่ให้นโยบายว่ายังคงเน้นความมั่นคง มั่งคั่ง และความยั่งยืนอยู่ แต่สิ่งที่อยากจะเพิ่มขึ้นคือ การผลักดันในเรื่องความทันสมัยและเท่าทันกับสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากลที่จะต้องให้เน้นคุณภาพ เพื่อตอบสนองกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงสังคมและประเทศชาติด้วย
ดังนั้น คณะกรรมการ (บอร์ด) ตลท.ได้มีมติออกมาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ว่า ตลท.จะมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนในบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่อยู่นอกตลาด หลักทรัพย์ (ไพรเวท อิควิตี้ ฟันด์) เพื่อช่วยเหลือบริษัทหรือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงเงินทุนในการขยายและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยเบื้องต้นมูลค่ากองทุนอยู่ที่ 500 ล้านบาท
“ปี 2559 จะเป็นปีหนึ่งที่ ตลท.จะเน้นในการช่วยเหลือผู้ประกอบการเป็นหลัก โดยจะเป็นการช่วยเหลือทั้งด้านความรู้ การให้คำแนะนำ เพื่อให้สามารถเข้าใจการจัดการด้านการเงิน ตลาดทุน พร้อมกับนำเรื่องนวัตกรรมและการคิดสร้างสรรค์เข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้บริษัทเติบโตดีขึ้น” ชัยวัฒน์ กล่าว
“เกศรา มัญชุศรี” กรรมการและผู้จัดการ กล่าวว่า ปีหน้า ตลท.จะเน้นลงไปด้านช่วยผู้ประกอบการมากขึ้น ทั้งผู้ประกอบการใหม่เชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Start-Up) ที่จะช่วยเพิ่มในเรื่องความเป็น
มืออาชีพมากขึ้น หลังจากนี้ ตลท.จะต้องมีการหาและจัดตั้งผู้จัดการกองทุนขึ้นมาเพื่อให้หาธุรกิจที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้ประกอบ ธุรกิจที่อยู่ใน 10 อุตสาหกรรมใหม่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มยื่นคำเสนอรายการ (ไฟลิ่ง) ในไตรมาสแรกได้ ส่วนเม็ดเงินลงทุน 500 ล้านบาท จะใช้จากเม็ดเงินที่ลงทุนของ ตลท.เอง โดยไม่ได้นำมาจากเงินในกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุน (CMDF)
ขณะที่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เข้ามาระดมทุนและจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว ตลท.จะต้องเพิ่มเรื่องคุณภาพของ บจ.ให้มีความชัดเจนมากขึ้นในทุกด้าน และพร้อมที่จะส่งต่อและสร้างเครือข่ายจาก บจ.ที่มีการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว
สำหรับกลยุทธ์ที่จะไปในปีหน้า เพื่อสร้างธุรกิจ S-Curve ใหม่ คือ ขยายฐานและพัฒนาคุณภาพของ บจ. และสร้างความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอี เพิ่มขอบเขตขยายสินค้าใหม่ทั้งหุ้นและตราสารอนุพันธ์ (TFEX) โดยมองว่าประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ. ทาง TFEX จะสามารถซื้อขายสินค้าเกษตรได้ หลังเพิ่งประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา และการเพิ่มผลิตภัณฑ์ของทองอีกอย่างหนึ่ง อีกทั้งยังต้องสร้างฐานผู้ลงทุนบุคคลและผู้ลงทุนสถาบันในประเทศให้มีความแข็งแรง ซึ่งขณะนี้ ตลท.กำลังเตรียมเซ็นเอ็มโอยูกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่จะให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีนโยบายการลงทุนด้านตราสารทุนจะให้ผลตอบแทนมากขึ้นจากเดิมที่เน้นไปทางด้านตราสารหนี้กันส่วนใหญ่ และพยายามให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายกองทุนรวมที่สะดวกมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรตัวกลางและโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนให้เพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต
สำหรับเป้าหมายปีหน้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เป็นไอพีโอ ประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ไม่รวมของกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หากเทียบกับปี 2558 มาร์เก็ตแคปไอพีโออยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท จึงยังมีการเติบโตต่อเนื่องตามแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายคาดการณ์
ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท จากปีนี้อยู่ที่ 4.45 หมื่นล้านบาท ดีขึ้นตามภาวะที่เศรษฐกิจการลงทุนของโครงการภาครัฐและเป้าหมายนักลงทุนเพิ่มขึ้น เช่น นักลงทุนบุคคลที่ไม่มีการเปิดบัญชีมาก่อน อยู่ที่ 1.1 แสนคน จากปีก่อน 1.04 แสนคน และนักลงทุนหน้าใหม่ใน TFEX อยู่ที่ 1 หมื่นราย จากปีนี้ทำได้ 8,832 ราย จำนวนบัญชีอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น 1.5 แสนล้านบาท เท่ากับปีนี้
อย่างไรก็ดี ปีหน้าคงจะมีความร่วมมือกับตลาดหุ้นภูมิภาคมากขึ้น ทั้งในกลุ่มลำน้ำโขงและอาเซียน คาดว่าจะเริ่มเห็นบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้โดยตรง (Primary Listing)
สำหรับปีนี้ถือว่า ตลท.บรรลุเป้าหมายและเกินกว่าเป้าหมายในหลายเรื่อง เช่น มาร์เก็ตแคปไอพีโอเป้าอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท แต่น่าจะจบได้ เกือบ 3 แสนล้านบาท น้อยกว่าปี 2557 ที่ทำได้ 3.45 แสนล้านบาท (มีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่) ส่วนมูลค่าการระดมทุนไอพีโอของไทยสูงสุดในตลาดอาเซียนเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน







