
‘อาเซียน’ เพชรเม็ดงามใกล้ตัว (1)
โดย...เจฟ สุธีโสภณ กองทุนบัวหลวง
โดย...เจฟ สุธีโสภณ กองทุนบัวหลวง
“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ถิ่นฐานของประเทศไทยเรานั้น เป็นภูมิภาคที่หลอมรวมความแตกต่างเข้าด้วยกัน ทั้งทางเชื้อชาติ ภาษา การเมือง สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจแล้ว กลุ่มประเทศอาเซียนสามารถร่วมมือและสัมพันธ์กันได้อย่างดี และจะยิ่งดีขึ้น เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เปิดตัวเป็นทางการในสิ้นปีนี้ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจก็จะแน่นแฟ้นเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น การเคลื่อนย้ายสินค้า แรงงาน และเงินทุนจะเป็นไปอย่างเสรี เปรียบประหนึ่งหัวรถจักรขับเคลื่อนขบวนเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เติบใหญ่ขยายตัวเป็นทวีคูณ
เมื่อเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของอาเซียน เนื่องจากตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ด้วยขนาดประชากร 600 ล้านคน หรือคิดเป็น 10% ของประชากรโลก มากกว่าประชากรในทวีปอเมริกาเหนือหรือสหภาพยุโรป และมีขนาดของแรงงานถึง 300 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ตามหลังเพียงประเทศจีนและอินเดียเท่านั้น อาเซียนยังเป็นผู้ส่งออกอันดับ 4 ของโลก และจะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 3 ในปี 2018 ถ้าคิดในแง่มูลค่าเศรษฐกิจรวมทั้ง 10 ประเทศ ก็สูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นอันดับ 7 ของโลก และคาดว่าจะก้าวขึ้นอันดับ 5 ได้ในปี 2018
ด้วยอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งดังกล่าว Economist Intelligence Unit ได้ประเมินว่าในอีก 5 ปีต่อจากนี้ เศรษฐกิจอาเซียนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.6% สูงกว่าประเทศเกิดใหม่อย่างบราซิลหรือรัสเซีย แต่ยังต่ำกว่าอินเดียและจีนเพียงเล็กน้อย ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้อาเซียนเติบโตต่อเนื่องมีหลากหลายประการ อาทิ มีประชากรในวัยหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก สังคมเมืองขยายตัวมากขึ้น ชนชั้นกลางที่มีศักยภาพในการจับจ่ายกำลังเติบโต รวมทั้งการเร่งรัดพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น
อาเซียนมีโครงสร้างประชากร (Demographic) ที่พร้อมรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประชากรทั่วทั้งอาเซียนกว่า 1 ใน 3 มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และมีอายุเฉลี่ยที่ 28 ปี และระหว่างปี 2013-2018 คาดว่าประชากรวัยทำงานจะขยายตัวเฉลี่ยปีละ 1.7% เท่ากับว่ามีแรงงานหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดถึง 28 ล้านคน และข้อดีก็คือ แรงงานเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษาสูงกว่าในอดีต ขณะที่ต้นทุนค่าจ้างยังค่อนข้างต่ำ สวนทางกับค่าแรงของประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นทุนการผลิตที่ต่ำยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้บริษัทข้ามชาติต่างมาลงทุนในอาเซียน เพื่อทั้งเป็นฐานการผลิตและให้เข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพสูงมากขึ้น
การพัฒนาสู่สังคมเมือง (Urbanization) การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเมืองเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้สำหรับพัฒนาการทางเศรษฐกิจอันรวดเร็ว เช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศพัฒนา รวมทั้งมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจอย่างจีนและอินเดีย ทุกวันนี้ประชากรอาเซียนที่อาศัยในชุมชนเมืองมีสัดส่วนเพียง 36% ของประชากรทั้งหมด ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับอเมริกาเหนือ (77%) ยุโรปตะวันตก (63%) และละตินอเมริกา (55%) แต่หากเริ่มจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2030 คาดว่าประชากรราว 90 ล้านคน จะย้ายไปอยู่ในเมือง และเพิ่มสัดส่วนเป็น 45% และความเจริญจะกระจายตัวไปยังหัวเมืองต่างๆ มากขึ้น ในอาเซียนนั้นมีเมืองมากกว่า 80 แห่ง ที่มีศักยภาพพร้อมเติบโตทางเศรษฐกิจได้ปีละ 7% ไปจนถึงปี 2030
เมื่อคนนับเป็นล้านๆ โยกย้ายจากชนบทเข้าสู่เมือง เปลี่ยนอาชีพจากภาคเกษตรกรรมมาหางานในเมือง รายได้ก็เพิ่มสูงขึ้น และนำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้นด้วย หนุนการบริโภคสินค้าต่างๆ ทั้งที่อยู่อาศัย รถยนต์ เครื่องใช้และอุปกรณ์ทันสมัย เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร การศึกษา บริการด้านสุขภาพ และบริการด้านการเงินต่างๆ เป็นต้น
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







