posttoday
แนวคิดธุรกิจวิถีไทย   SMEs เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

แนวคิดธุรกิจวิถีไทย SMEs เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

08 ธันวาคม 2558

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

โดย...ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

เดือนสุดท้ายของปี 2558 เป็นเดือนที่ทุกอย่างเข้มข้น หลายภาคส่วนต่างเร่งยอดให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ปัจจัยส่งเสริมเศรษฐกิจ หลายๆ ตัวติดลบ โดยเฉพาะการส่งออกที่หดตัวอย่างรุนแรง ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่โหมดชะลอตัวอย่างสมบูรณ์ แม้จะมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวและราคาน้ำมันที่ไม่ได้สูงขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายมาก ซึ่งรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

แรงหนุนส่งเศรษฐกิจจากภาครัฐที่ปูพรมตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงระดับเพิ่มการลงทุน จึงนับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเดินต่อไปได้ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan จากธนาคารออมสิน วงเงิน 1 แสนล้านบาท ที่ให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์ 18 แห่ง เพื่อช่วยเหลือธุรกิจ SMEs ให้มีทุนหมุนเวียน ก็ได้รับการเบิกจ่ายจนเต็มวงเงินไปเรียบร้อย และในเดือนนี้จะมีการลงนามจัดตั้งกองทุน SMEs Private Equity Trust Fund มูลค่า 2,000 ล้านบาท ของธนาคารออมสิน โดยมีหลายหน่วยงานร่วมมือกัน ทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อให้โอกาส SMEs ที่มีขีดความสามารถสูงได้พัฒนาต่อยอดธุรกิจ เพราะการอยู่รอดของ SMEs คือการส่งเสริมเศรษฐกิจไทยให้พัฒนาก้าวไกลไปอีกระดับหนึ่ง

วันนี้การสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะนำพาเศรษฐกิจไทยไปสู่มิติของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และหากมีการเชื่อมโยง SMEs กับภาคเศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง ก็จะเป็นภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาวซึ่งธนาคารออมสินได้พยายามเชื่อมโยงในจุดนี้ โดยจัดทำโครงการประกวดสุดยอดแนวคิดธุรกิจวิถีไทย เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาไทยให้มีวิวัฒนาการที่ดีขึ้น และต่อยอดไปสู่การผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม

โดยโครงการสุดยอดแนวคิดธุรกิจวิถีไทยจะเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ อายุระหว่าง 16-25 ปี ได้นำเสนอโครงการ เป็นไอเดียทางธุรกิจจากสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น นำภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้ ปีนี้มีโครงการเข้าร่วมประกวดมากถึง 1,500 โครงการ และมีจำนวนคนร่วมส่งโครงการสูงถึง 3,379 โครงการ คณะกรรมการได้คัดเลือกเหลือ 100 โครงการ เพื่อไปเข้าค่ายทำเวิร์กช็อปกับกูรูผู้เชี่ยวชาญในเชิงการตลาด จากนั้นคัดให้เหลือ 10 โครงการที่โดดเด่นจริงๆ โดยมีกูรูมา Coaching แบบ 1:1

ปีนี้คนที่ได้รับรางวัลที่หนึ่ง เป็นเด็กหนุ่มอายุ 25 ปี จบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น แต่ความคิดของเขาดีมาก เขาทำฟาร์มนมที่ จ.ชุมพร ชื่อว่า “ฟาร์มอินทร์แปลง” เพื่อผลิตนม “IN MILK Herb” เป็นนมที่ผสมสมุนไพรไทย ซึ่งเมื่อถ่ายคิวอาร์โค้ด ก็จะรู้ส่วนประกอบว่าผสมสมุนไพรชนิดไหน มีสรรพคุณอย่างไร ที่สำคัญ คือ เขาสามารถนำทุกสิ่งทุกอย่างในฟาร์มไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น ชีวมูลต่างๆ ก็นำมาผลิตพลังงานความร้อน ใช้ในกระบวนการพาสเจอไรซ์นม มูลสัตว์ก็นำไปให้ชาวบ้านปลูกหญ้าในแปลง เพื่อนำกลับมาเป็นอาหารสัตว์ เกิดประโยชน์ต่อชุมชน เพราะช่วยชาวบ้านให้มีรายได้

สำหรับรางวัลที่สอง เป็นทีมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา นำเสนอผลิตภัณฑ์แยมเป็นเบอร์รี่ จากผลิตผล “มะเม่า” ที่มีสรรพคุณทางยาชะลอวัยและต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่ที่พิเศษคือเด็กเหล่านี้สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์แยมธรรมดาจากภูมิปัญญาไทยมาทำให้น่าสนใจ โดยทำเป็นแยมแผ่นเหมือนชีส ส่วนทีมที่ได้รับรางวัลที่ 3 นำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อการบำรุงผิวพรรณ ชื่อว่า “สครับตำรับไทย” โดยนำข้าวฟ่างมาทำผลิตภัณฑ์สครับผิว จุดเด่นคือการเติมกลิ่นได้เองตามใจชอบ  

นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่น่าสนใจนะครับ ซึ่งต่อไปธนาคารจะต่อยอดเรื่องพวกนี้เป็นธนาคารภูมิปัญญาเผยแพร่ให้กับกลุ่มโอท็อปและวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้นำไปยกระดับการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทยให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทำให้ตั้งราคาขายได้สูงขึ้น ชาวบ้านจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยเศรษฐกิจในท้องถิ่น ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายการปรับเปลี่ยนรายได้ที่มาจากการส่งออก มาเป็นรายได้จากการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งถ้าเราสามารถยกระดับภูมิปัญญาไทย โดยส่งเสริมผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นให้มีมูลค่าเพิ่มเป็นที่ต้องตาของตลาด ก็จะมีนักลงทุนหรือผู้ประกอบการที่สนใจร่วมลงทุนเข้ามามากขึ้น จึงเป็นเรื่องดีที่สามารถส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับฐานรากได้ทั่วประเทศ ผู้ประกอบการท่านใดสนใจแนวคิดธุรกิจดีๆ สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารออมสิน หรือคลิกเข้าไปดูได้ที่ www.gsb100tomillion.com หรือ www.facebook.com/gsb100tomillion

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่