มหา’ลัยสิงคโปร์
สัปดาห์ก่อนผมไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง Nanyang Technological University หรือ NTU 1 ใน 2 มหาวิทยาลัยสุดยอดของสิงคโปร์ ที่คู่กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ National University of Singapore หรือ NUS ผมตั้งใจมาที่ NTU เพราะรู้มาว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เติบโตและสร้างชื่อเสียงทางวิชาการได้เร็วที่สุดในโลก
สัปดาห์ก่อนผมไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง Nanyang Technological University หรือ NTU 1 ใน 2 มหาวิทยาลัยสุดยอดของสิงคโปร์ ที่คู่กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ National University of Singapore หรือ NUS ผมตั้งใจมาที่ NTU เพราะรู้มาว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เติบโตและสร้างชื่อเสียงทางวิชาการได้เร็วที่สุดในโลก
NTU มีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น โดยก่อตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยจากการรวมกันของวิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยครู จากนั้นก็เติบโตมาแบบค่อยเป็นค่อยไป สูสีกับมหาวิทยาลัยของไทย
แต่แล้วในปี 2549 หรือเมื่อ 9 ปีที่แล้ว รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มเอาจริงกับการยกระดับมหาวิทยาลัยในประเทศให้แข่งขันระดับโลกได้ ด้วยเชื่อว่าคนคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของชาติ เพราะสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ เลย และมหาวิทยาลัยต้องสร้างคนไปสร้างชาติให้เป็นผู้นำโลก
จากวันนั้นรัฐบาลและมหาวิทยาลัยจึงวางยุทธศาสตร์อุดมศึกษาของชาติร่วมกัน นำไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด
อันดับแรก รัฐบาลสิงคโปร์อัดฉีดงบประมาณมหาศาลลงสู่มหาวิทยาลัยโดยตรง แต่ให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างจริงจัง คือถึงแม้จะเพิ่มเงินเดือนให้กับอาจารย์เพื่อให้ทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยในโลกตะวันตก แต่จะต้องมีการประเมินแบบเข้มข้นมาก อาจารย์ทุกคนต้องมีผลงานตีพิมพ์หรือสิ่งประดิษฐ์ในระดับมาตรฐานโลก หากทำไม่ได้ก็จะไม่จ้างต่อ
แม้จะดูโหดแต่สุดท้ายอาจารย์ทุกคนก็ปรับตัวได้ ดึงความสามารถออกมาอย่างเต็มพิกัด ดึงมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ขึ้นอันดับหนึ่งในสิบสุดยอดของโลกและที่หนึ่งในเอเชียได้ในเวลาไม่กี่ปี
นอกจากงบประมาณ รัฐยังต้องการดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลก เพราะการสร้างคนเก่งภายในประเทศเองต้องใช้เวลาและไม่ง่าย จึงตั้งเป็นทุนวิจัยนานาชาติ โดยให้เงินทุนละมากถึง 100 ล้านบาท ดึงดูดนักวิจัยรุ่นหนุ่มสาวจากมหาวิทยาลัยสุดยอดของโลก ทั้ง เอ็มไอที ฮาร์วาร์ด ออกซฟอร์ด และเคมบริดจ์ มาทำวิจัยที่มหาวิทยาลัยของสิงคโปร์ มาแล้วก็มักติดใจสมัครเป็นอาจารย์ต่อ และกลายมาเป็นพลเมืองของสิงคโปร์
ลงทุนทีเดียวแสนจะคุ้ม ได้ทั้งงานวิจัยและคนเก่งระดับโลกมาพัฒนาประเทศตัวเอง
รัฐบาลยังไปเชิญชวนมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมาตั้งที่สิงคโปร์ หรือมาร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัยสิงคโปร์ ที่นี่มีทั้งเอ็มไอที ที่รัฐยอมจ่ายเงินมหาศาลดึงมาช่วย กระทั่งคณบดีคณะวิศวะของเอ็มไอทียังถูกซื้อตัวมาเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ คือ Singapore University of Technology and Design หรือ SUTD ที่สิงคโปร์ตั้งใจจะปั้นขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก และมหาวิทยาลัยชั้นยอดจากเยอรมนีและอังกฤษก็มาเปิดสาขา เพราะรัฐเปิดกว้างทางการศึกษา
รัฐยังให้สิทธิประโยชน์แก่ภาคอุตสาหกรรม หากลงทุนในการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย จึงเกิดเป็นศูนย์วิจัยชั้นนำมากมาย ทั้งด้านการบิน ด้านยานยนต์ ด้านการแพทย์ และด้านอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยสิงคโปร์จึงผลิตยอดคนตรงตามความต้องการของชาติและของอุตสาหกรรม
ที่จริงแล้วสิงคโปร์ลงทุนในการศึกษาเป็นเงินเพียงประมาณ 3% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับ 5% ของประเทศไทยถือว่าน้อยกว่ามาก วันนี้ประเทศไทยลงทุนกับการศึกษาต่อจีดีพีสูงที่สุดเป็นอันดับที่สองของโลกไปแล้ว แต่ผลที่ได้มากลับสู้สิงคโปร์ไม่ได้เลย เพราะขาดการวางยุทธศาสตร์การศึกษาระยะยาว ใช้งบประมาณกระจายตัว ไม่โฟกัส จึงได้ผลไม่เต็มที่ ผิดกับสิงคโปร์ที่อ่านเกมการศึกษาขาด รู้ว่าตรงไหนต้องอัดฉีดถึงจะบรรลุผลระยะยาว
หากการศึกษาไทยยังด้อยกว่าสิงคโปร์ คนไทยในอนาคตคงยากที่จะสู้คนสิงคโปร์ได้


