
อุตฯดี๊ด๊าพระเอกส่งออก เกษตรถอดใจ โตจิ๊บจ๊อย
ประกาศตัวเลขส่งออกรายเดือนของปีนี้ แต่ละเดือนสามารถทำลายสถิติการส่งออกสูงสุดได้ทุกเดือน ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ประกาศปรับเป้าหมายส่งออกปีนี้ใหม่ จากเดิมคาดว่าจะโตได้แค่ 14% ขยับพรวดขึ้นไปอยู่ที่ 19% หลังจากผ่านพ้นครึ่งปี ตัวเลขรวมส่งออกเติบโตไปไกลกว่า 30%
ภาคอุตสาหกรรมขานรับกันถ้วนหน้า เพราะส่งออกของแต่ละกลุ่มเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ขยายตัวด้วยตัวเลขสองหลัก ต่างกับภาคเกษตร โตแค่ตัวเลขหลักเดียว
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า โอกาสที่จะเห็นส่งออกในภาพรวมปีนี้โตถึง 19% มีความเป็นไปได้มาก เพราะไม่ใช่แค่สินค้าจากกลุ่มยานยนต์ที่เติบโต สินค้าประเภทอื่นๆ เช่น อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ ก็ส่งออกมากเช่นกัน
ที่สำคัญ เงินบาทแข็งค่าที่เคยคิดว่าจะเป็นปัญหาสร้างอุปสรรคฉุดการส่งออก กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แค่ทำให้ผู้ส่งออกได้กำไรน้อยลงเท่านั้น
ขณะที่การส่งออกสินค้าในกลุ่มรถยนต์ปีนี้มีแนวโน้มดีมาก ทำให้ต้องปรับเป้าหมายส่งออกใหม่ที่ 8.9 แสนคัน จากเดิมตั้งไว้ 8 แสนคัน เฉลี่ยส่งออก 56 หมื่นคันต่อเดือน จากปกติเดือนละ 3 หมื่นคัน โดยมีอัตราเติบโตไม่น้อยกว่า 50% ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ถือเป็น 1 ใน 3 สินค้าหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนส่งออกให้ขยายตัวค่อนข้างมาก
ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและออสเตรเลียที่เป็นลูกค้าหลัก อีกทั้งความต้องการซื้อของลูกค้าอั้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมทั้งค่ายรถยนต์ทุกค่ายเร่งออกสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด ช่วยทำให้ตลาดคึกคักเพิ่มขึ้น โดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นรถกระบะ 70% และรถยนต์นั่ง 30%
นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกของกลุ่มค่อนข้างสดใส โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอ นิกส์ ตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ จีน และอาเซียน โดยความต้องการสินค้าประเภทนี้ขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า เวลาเปรียบเทียบการเติบโตกับปีที่แล้ว ตัวเลขต่ำมาก จึงดูเหมือนว่าส่งออกขณะนี้ตัวเลขพุ่งแรง
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ คำสั่งซื้อทุกบริษัทเข้ามาเต็มหมดแล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าจะมีแรงงานเพียงพอผลิตสินค้าป้อนลูกค้าได้ครบทั้งหมดหรือไม่แต่เป้าหมายส่งออกรวมโต 19%
**
“การที่ปีนี้การส่งออกจะเติบโตได้สูงถึง 19% ในส่วนของอิเล็กทรอนิกส์ทำได้อยู่แล้ว เพราะฐานปีที่แล้วต่ำมาก และขณะนี้คำสั่งซื้อของทุกบริษัทน่าจะเข้ามาเต็มถึงสิ้นปีแล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การขาดแคลนแรงงานในการผลิต จึงต้องดุว่าการผลิตจริงจะทำได้มากเท่ากับยอดคำสั่งซื้อที่รับเข้ามาหรือไม่” นายศุภชัย กล่าว**สำหรับภาพรวมในช่วง 5 เดือนแรก ไทยส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นมูลค่า 2.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 37% ในจำนวนนี้เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่า 7,481 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33% และเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 1.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39% โดยส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 7,470 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 38%
สรุปสถานการณ์ส่งออกของกลุ่มในช่วง 5 เดือนแรก ไทยส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นมูลค่า 2.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 37% ในจำนวนนี้เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่า 7,481 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33% และเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 1.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39%
ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 7,470 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 38%
นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า กลุ่มอาหารแช่เยือกแข็งในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าปริมาณการส่งออกคงไม่ได้เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์มากนัก ดังนั้น กลุ่มจะยังคงเป้าหมายส่งออกทั้งปีไว้ที่ 8% ไม่มีการปรับเพิ่มเป้าหมายส่งออกตามกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากสินค้าบางประเภทมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ เช่น ปลา ปลาหมึก เป็นต้น
ยกเว้น กุ้งแช่แข็ง อาจขยายตัวได้บ้างในแง่ปริมาณ เพราะอินโดนีเซียขาดแคลนกุ้ง และเกิดปัญหาบ่อน้ำมันรั่วซึมในอ่าวเม็กซิโกตอนต้นปี แต่มูลค่าคงนิ่ง เนื่องจากลูกกุ้งไม่ได้ขนาด กลุ่มผู้เลี้ยงเร่งการเลี้ยงมากเกินไป และเมื่อดูปริมาณการบริโภคของตลาดโลกก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ครึ่งปีแรกที่ขยายตัวมาก อาจเป็นเพราะความต้องการตลาดที่ตื่นตระหนกจากปัจจัยลบด้านต่างๆ โดยกลุ่มอาหารแช่เยือกแข็งมีสัดส่วนต่อการส่งออกประมาณ 3% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย มูลค่าการส่งออกต่อปี 1.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นส่งออกกุ้ง 8 หมื่นล้านบาท
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกลุ่มข้าวครึ่งปีหลัง คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่การส่งออกข้าวลดลง หรือมีปริมาณส่งออกแค่ 4 ล้านตัน
ครึ่งปีหลังคาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้นในปริมาณ 4.3 ล้านตัน จากปัจจัยการส่งออกข้าวของเวียดนามลดลง เพราะปกติเวียดนามจะส่งออกข้าวครึ่งปีแรกมาก โดยส่งไปแล้ว 3.4 ล้านตัน ครึ่งปีหลังเวียดนามตั้งเป้าไว้ที่ 3 ล้านตัน จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมทั้งปีคงไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8.59 ล้านตัน เพราะปัจจัยด้านราคาสินค้าธัญพืชตัวอื่นไม่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้โอกาสที่ตลาดจะหันมาบริโภคข้าวมีน้อยลง เนื่องจากมีธัญพืชทดแทนในการบริโภค
“
สินค้าข้าวคงไม่ใช่กลุ่มที่จะผลักดันการส่งออกในภาพรวมให้เติบโตได้ตามเป้าหมายใหม่ 19% คงต้องไปหวังพึ่งกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ต้องรอดูวิกฤตในยุโรปว่าจะเลวร้ายลงไปกว่านี้หรือไม่ หากเลวร้ายก็อาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ เพราะแม้ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ก็ไม่ได้ดีมากมายอะไร” นายชูเกียรติ กล่าว






