
เข็นส่งออกโต5% ดันเศรษฐกิจทะยาน
การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เป็นครั้งแรกของปี 2558 เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน และเป้าหมายการส่งออกของประเทศ ที่ถือเป็นรายได้หลักแต่ติดลบอย่างน่าตกใจ มีนัยต่อเศรษฐกิจที่น่าสนใจ
นอกจากอนุมัติยุทธศาสตร์การส่งออกที่เป็นนามธรรม 6-7 ด้านแล้ว ยังมีการพิจารณาเป้าหมายการส่งออกในปี 2559 ซึ่ง มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกในปีหน้าว่าจะเติบโตได้ 2.5%
แต่เมื่อมีการนำเสนอเหตุและผลจบลง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้พูดขึ้นทันทีว่า เป้าหมายการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์นำเสนอไม่ท้าทายในการทำงาน เป้าหมายการส่งออกในปี 2559 ควรจะเป็น 5% เพราะรัฐบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งเอสเอ็มอี และสนับสนุนตลาดสินค้าออนไลน์ เป้าหมายการส่งออกจะต้องสูงกว่า 2.5% จึงได้ให้กระทรวงพาณิชย์กลับไปทำเป้าหมายรายตลาดเพิ่มเติมด้วย
สมคิดได้ย้ำให้ไปทำแผนตลาดในกลุ่มซีแอลเอ็มวี อาเซียน ตลาดแอฟริกา ตลาดที่เป็นหมู่เกาะท่องเที่ยว และตลาดมุสลิม
“การกำหนดเป้าหมายการส่งออกที่ 5% เป็นเป้าหมายที่ท้าทายและไม่สูงเกินไป เพื่อให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มที่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันจะปล่อยให้การส่งออกเดินไปตามปกติไม่ได้” สมคิด ชี้แจง
นอกจากนี้ สมคิดได้ย้ำให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทำแผนตลาดส่งออก โดยให้มองพ้นกรอบเดิมและต้องมองให้ใหญ่ ให้เข้าไปถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดจีน เป็นตลาดใหญ่ ประชากรมาก ถ้าคนไม่พอก็ให้เอาไปเพิ่ม ไม่ใช่ว่าพอรู้ว่าไม่พอก็บอกว่าทำไม่ได้
ด้าน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ชี้แจงว่า แม้การส่งออกไทยจะลดลง แต่ไทยมีส่วนแบ่งตลาดในตลาดคู่ค้าสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. 2558 โดยญี่ปุ่นไทยมีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 3.17% จาก 2.68% ในปี 2557 ตลาดสหรัฐเพิ่มมาเป็น 1.26% จาก 1.16% ในปี 2557 ตลาดยุโรปเพิ่มเป็น 1.12% จาก 1.09% ในปี 2557 และตลาดจีนเพิ่มเป็น 2.32% จาก 1.95% ในปี 2557 ดังนั้น หากสามารถเพิ่มการตลาดในสินค้าเชื่อว่าจะทำได้
ข้อเสนอของสมคิดนั้นมีนัยต่อเศรษฐกิจไม่น้อย เพราะในปี 2557 ไทยส่งออกได้มีมูลค่า 2.27 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้า 0.43% ปีนี้มีการตั้งเป้าว่าจะขยายตัว 4% หรือตกประมาณ 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นร่วม 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ที่ไหนได้การส่งออกของไทยกลับติดลบอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง จนมีการยอมรับว่าจะติดลบ 3% มูลค่าส่งออกแค่ 2.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
นั่นหมายถึงว่า รายได้จากการส่งออกของไทยจะลดลงจากปี 2557 ถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าเอาเงินบาทที่ระดับ 35 บาท ไปคำนวณจะพบว่าเงินหายไปจากระบบ 2.5 แสนล้านบาท
ถ้าในปี 2559 การส่งออกเพิ่มขึ้น 2.5% ก็จะตก 2.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะเพิ่มขึ้นมาจากปีนี้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ต่ำกว่าปี 2557 ร่วม 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ย่อมทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวไม่ได้
การผลักดันให้ตั้งเป้าหมายการส่งออกเป็น 5% หรือ 2.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับว่าจะมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2.8 แสนล้านบาท มาลากเศรษฐกิจไทยให้ผงกหัวขึ้นมา
ที่ประชุม พกค.ยังมีมติอนุมัติให้อัญมณีจะเป็นอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เพื่อยกระดับให้ไทยเป็นฮับอัญมณีโลก โดยในปี 2559 จะผลักดันการส่งออกให้ขยายตัว 5% หรือ 7,900 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2563 ไทยจะต้องเป็นผู้ส่งออกอัญมณี 1 ใน 10 ของโลก จากอันดับที่ 13 โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังไปยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มพลอยก้อนเป็นการถาวร ลดภาษีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต และลดภาษีนำเข้าสร้อยเงินขดม้วนใน 1-2 เดือน
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มดีขึ้นในรอบหลายเดือน เครื่องยนต์ทั้ง 4 ตัว คือ การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการส่งออก กลับมาทำงานได้ปกติระดับหนึ่งแล้ว จึงเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่คาดไว้ 3.8%
จากนี้ไปรัฐบาลจะเร่งการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก 6 โครงการ มูลค่า 1.7 ล้านล้านบาท การตั้งกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ 1 แสนล้านบาท กองทุนเพิ่มขีดความสามารถและการแข่งขันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 กลุ่ม วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติในสัปดาห์หน้า
“ปีหน้าจะยังเป็นปีแห่งการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งรองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้สั่งการให้เร่งปฏิรูปภาษี ซึ่งต้องเสนอแผนให้ ครม.เห็นชอบภายในเดือนนี้ และเริ่มดำเนินการเป็นช่วงๆ ในต้นปีหน้า” สมชัย กล่าวสรุป







