
เอสเอ็มอีไทยเจอภัยภูมิอากาศ
ผลการวิจัยแอกซ่าระบุเอสเอ็มอี 70% ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน เร่งแผนไว้รับมือ
ผลการวิจัยแอกซ่าระบุเอสเอ็มอี 70% ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน เร่งแผนไว้รับมือ
รายงานข่าวจากกลุ่มแอกซ่าและหน่วยงานความริเริ่มด้านการเงินด้านหลักประกันที่ยั่งยืน ภายใต้สำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEPFI PSI) ได้จัดทำรายงานเรื่องความสามารถของธุรกิจเอสเอ็มอีในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ผลการวิจัยพบว่า เอสเอ็มอีในประเทศไทยได้ให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยมีเอสเอ็มอี 70% ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งมีเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 55% ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น 49% และ 36% ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศรุนแรง
ทั้งนี้ เอสเอ็มอี 80% เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงสำหรับธุรกิจระยะสั้นมี 36% ระบุว่า กระบวนการผลิตได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และกว่า 37% กังวลว่าต้นทุนของการประกันภัยจะมีความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
สำหรับผลจากการที่เคยมีประสบการณ์จากสภาพอากาศรุนแรงและอุทกภัย ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเห็นความสำคัญในการปรับตัวมากขึ้นและต้องการความสนับสนุนจากธุรกิจประกันภัยเพิ่มขึ้น โดย 38% ไว้เตรียมแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งมี 35% มีความพร้อมค่อนข้างมาก ส่วนการเตรียมความพร้อมเอสเอ็มอี 85% เชื่อว่าธุรกิจควรจะให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือมากกว่าการป้องกัน
นางสายฝน สัจจศิลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต กล่าวว่า รายงานนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะไทยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นอย่างมาก ซึ่งการที่ธุรกิจจะเข้มแข็งและประสบความสำเร็จได้ ธุรกิจต้องลดความเสี่ยงและปรับตัวทุกด้าน
น.ส.มณีนุช คงอาชาภัทร ผู้อำนวยการสายงานการตลาดบริษัท แอกซ่าประกันภัย กล่าวว่า การวางแผนล่วงหน้าเพื่อรองรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติของเอสเอ็มอี โดยเฉพาะระดับเล็กของไทยถือว่าน้อย แต่หากวางแผนล่วงหน้า เช่น สำรองแหล่งผลิต สำรองเงินทุน จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้
รายงานฉบับนี้ได้จากการสำรวจธุรกิจเอสเอ็มอีกว่า 1,100 คน จากเมืองใหญ่ใน 18 ประเทศ ทั้งยุโรป สหรัฐ เอเชีียและไทย







