
ส่องอิออนมอลล์
เพียงแค่ปีกว่าๆ ที่เข้ามาปักธงในกัมพูชา “อิออน มอลล์” ก็สามารถสร้างตัวเองให้กลายเป็น “แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ” ยอดนิยมของชนชั้นกลางชาวกัมพูชาที่เลือกมาใช้ชีวิตยามว่างที่นี่ได้สำเร็จ เห็นได้จากคนจำนวนมากที่แห่กันไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ และใช้บริการฟู้ดคอร์ตในห้าง
เพียงแค่ปีกว่าๆ ที่เข้ามาปักธงในกัมพูชา “อิออน มอลล์” ก็สามารถสร้างตัวเองให้กลายเป็น “แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ” ยอดนิยมของชนชั้นกลางชาวกัมพูชาที่เลือกมาใช้ชีวิตยามว่างที่นี่ได้สำเร็จ เห็นได้จากคนจำนวนมากที่แห่กันไปดูหนังในโรงภาพยนตร์ และใช้บริการฟู้ดคอร์ตในห้าง
จากข้อมูลพบว่าในช่วงปีแรกที่เปิดให้บริการ มีชาวกัมพูชาและคนต่างชาติเข้าอิออน มอลล์ มากถึง 15 ล้านครั้ง
เห็นตัวเลขสูงลิ่วแบบนี้ ก็ใช่ว่าทุกพื้นที่ของศูนย์การค้าจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าไปทั้งหมด เพราะผลวิจัยของไนท์แฟรงค์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับอินเตอร์ ระบุว่า ตั้งแต่เปิดศูนย์การค้าเมื่อเดือน มิ.ย. 2557 มีร้านค้าปลีกอย่างน้อย 12 ราย ถอนตัวออกจากห้างไปแล้ว เพราะมียอดขายน้อย แต่ต้องเสียค่าเช่าแพง
และแม้จะดึงชนชั้นกลางมาใช้บริการได้ แต่อิออน มอลล์ ก็ยังไม่สามารถกุมใจคนรวยในประเทศได้ เพราะเขาเหล่านั้นยังนิยมใช้เวลาสุดสัปดาห์บินไปช็อปแบรนด์ไฮเอนด์ที่กรุงเทพฯ ฮ่องกง สิงคโปร์ มากกว่า
แต่อย่ามองว่าสถานการณ์เหล่านี้เป็นตัวสะท้อนว่าอิออนกำลังล้มเหลว เพราะหากมองในแง่การบริหาร อิออน มีผู้เช่าพื้นที่สูงถึง 90% ซึ่งถือว่าสูงกว่าศูนย์การค้าระดับรองๆ ลงไปที่กำลังดิ้นรนหาผู้เช่า หรือบางแห่งก็สุ่มเสี่ยงจะล้มละลายแล้ว
เว็บไซต์พนมเปญ โพสต์ ระบุว่า หากพูดกันตามความจริง ตอนนี้เรียกว่าอิออนและผู้เช่ากำลังอยู่ในช่วงกระบวนการปฏิรูปตัวเอง เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดกัมพูชาที่แท้จริง
“ผู้เช่าส่วนใหญ่ที่ทิ้งพื้นที่ในมอลล์เป็นกลุ่มค้าปลีกไฮเอนด์ และมีแบรนด์ที่มีราคาย่อมเยา เจาะกลุ่มลูกค้ารายได้ปานกลางเข้ามาแทน แสดงให้เห็นว่าตลาดกัมพูชาอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับแบรนด์ไฮเอนด์” ไนท์แฟรงค์ระบุในรายงานตลาดอสังหาริมทรัพย์กัมพูชาครึ่งปีแรกของปี 2558
ด้านผู้ดูแลร้านรองเท้าสัญชาติเยอรมันอย่าง “พูม่า” ในอิออน มอลล์ ชี้ให้เห็นว่า ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จคือรายที่สามารถตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลได้ โดยพูม่าเองจะเน้นราคาที่เอื้อมถึง และจัดโปรโมชั่นเพื่อจูงใจลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้าของร้านประมาณ 60% เป็นชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจีน ส่วนที่เหลืออีก 40% เป็นลูกค้ากัมพูชาที่ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าจากร้านพูม่าแท้ๆ กับรองเท้าคุณภาพด้อยกว่าในตลาดมืดที่ขายกันคู่ละ 35 เหรียญสหรัฐ หรือถูกกว่านั้น
แม้ยังไม่พร้อมรับแบรนด์ไฮเอนด์อย่างเต็มที่ แต่สำหรับแบรนด์ระดับกลาง ที่นี่คือโอกาสทอง







