posttoday
ชูอุตฯเชิงนิเวศ ลดแรงต้าน...สกัดซ้ำรอยมาบตาพุด

ชูอุตฯเชิงนิเวศ ลดแรงต้าน...สกัดซ้ำรอยมาบตาพุด

21 กรกฎาคม 2553

นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดขึ้น และเริ่มได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในเมืองไทย ภายหลังจากที่เกิดปัญหามาบตาพุดในพื้นที่ จ.ระยอง

ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปล่อยมลพิษ เร่งการผลิตจนไม่ได้นึกถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง ทำให้คนในพื้นที่ออกมาต่อต้านการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และไม่ต้องการให้มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่เพิ่มในพื้นที่อีกหลายฝ่ายพยายามหาทางออกให้อุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยเรียนรู้ตัวอย่างจากประเทศที่ก้าวหน้ากว่าอย่างสิงคโปร์

สิงคโปร์ได้เปิดตัว นิคมอุตสาหกรรมจูล่ง ซึ่งเป็นนิคมฯ ที่ใหญ่สุดของประเทศเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปูทางสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศแห่งแรก ภายใต้แนวคิด ยึดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข

มณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า การขยายตัวของการลงทุนในสิงคโปร์ ส่งผลให้มีการพัฒนาพื้นที่ใหม่ๆ โดยเน้นไปที่การถมทะเล รองรับการลงทุนที่มากขึ้น ทำให้สิงคโปร์ต้องบริหารจัดการดูแลอุตสาหกรรมที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม และอุตสาหกรรมที่เน้นเทคโนโลยีชั้นสูง

กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่จะเข้ามาอยู่ในนิคมฯ ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์และชิ้นส่วนยานอวกาศ หรือแอโรสเปซ การผลิตเชิงชีวภาพ การขนส่ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิทัศน์ที่ดี เพื่อสร้างทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบนิคมฯ ทำพื้นที่สีเขียวระหว่างตึก ให้เกิดร่มเงา ตัดต้นไม้ที่มีอยู่เดิมให้น้อยสุด อาคารตัวตึกจะเน้นออกแบบใช้พลังงานต่ำ ใช้เทคโนโลยีควบคุมพลังงานในตัวอาคาร มีการติดตั้งพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงอาทิตย์ เป้าหมายเพื่อประหยัดพลังงานมากกว่าตึกธรรมดาทั่วไปอย่างต่ำ 30%

ปี 2558 สิงคโปร์คาดว่า Clean Tech Park จะก่อให้เกิดรายได้จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็นเงิน 3,400 ล้านเหรียญสิงคโปร์ และก่อให้เกิดการจ้างงาน 1.8 หมื่นคน

รูปแบบการพัฒนานิคมฯ ของสิงคโปร์ สอดคล้องกับที่ไทยกำลังผลักดันการพัฒนาไปสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ซึ่งขณะนี้ กนอ. ได้หารือกับผู้พัฒนานิคมฯ ทั่วประเทศให้ได้รับทราบนโยบายในอนาคตที่ว่าแล้ว โดยระยะแรกช่วงปี 25542557 จะจัดโซนนิงอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยที่เน้นพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น

กนอ.ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการปรับปรุงพื้นที่บางส่วนให้เป็นพื้นที่สีเขียว สำหรับนิคมฯ ใหม่อาจดำเนินการได้ทันที แต่นิคมฯ เก่าจะต้องลงทุนเพิ่มขึ้น

กนอ.อาจปรับค่าพื้นที่หรือค่าบริการเพิ่ม แต่เชื่อว่าจะเป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบการในพื้นที่ เนื่องจากในอนาคตเวทีการค้าโลกจะให้ความสำคัญกับสินค้าสะอาด หากผู้พัฒนานิคมฯ ไม่ปรับตัวก็จะอยู่ลำบากเช่นกัน

งานนี้จะประเดิมนำร่องที่นิคมอุตสาห กรรมบางปู ด้วยการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Clean Technology Green Productivity จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลิตสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้เทคโนโลยีสะอาด

ในนิคมฯ ภาคเหนือจะมุ่งจัดการของเสียครบวงจร เพิ่มคุณค่าและการแลกเปลี่ยนของเสีย ของเหลือใช้ ขณะที่นิคมฯ อิสเทิร์นซีบอร์ด Eco Center จะจัดการทรัพยากรน้ำครบวงจร

แนวทางทั้งหมดนี้ จะช่วยวางรากฐานรองรับนักลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะนำเทคโนโลยีสะอาดเข้ามาใช้จำนวนมาก

มณฑา กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า นอกเหนือจากการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศแล้ว สิ่งที่ได้เรียนรู้จากสิงคโปร์อีกเรื่อง คือ กรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทุกฝ่ายไม่ควรจะหาสาเหตุว่าใครผิดแต่ควรจะมองมองไปข้างหน้า เพราะนิคมฯนี้เกิดขึ้นจากการวางแผนพัฒนาประเทศโดยขณะนั้นไทยมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รัฐบาลช่วงนั้นจึงวางแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนำมาสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรเพื่อทดแทนการนำเข้าและทำให้ไทยมีศักยภาพมากในอุตสาหกรรมดังกล่าวปัจจุบันและหากมองไปยังอนาคตอุตสาหกรรมดังกล่าวยังมีบทบาทอยู่แต่จะเป็นรูปแบบที่จะพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

สิงคโปร์ยังมีการพัฒนาโรงแรมแบบครบวงจร หรือ Marina Bay Sands Integrated Resort ที่เป็นรูปแบบการจัดการประชุมและที่พักแบบครบวงจร ลักษณะคล้ายกับนิคมอุตสาหกรรมบริการที่ กนอ. ส่งเสริม

ล่าสุดนิคมอุตสาหกรรมบริการไทยไดมอนด์ ซิตี้ จ.เพชรบุรี อยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ เน้นการพัฒนาการบริการครบวงจร อาทิ การท่องเที่ยว สปอร์ตคลับ และเอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งได้ลงนามร่วมดำเนินการกับ กนอ. ไปแล้วก่อนหน้านี้

อีกทั้ง กนอ. ยังได้รับคำยืนยันจากบริษัท ทีซีซี พีดี 13 ในเครือทีซีซี กรุ๊ป ของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ได้เสนอโครงการจัดตั้งนิคมฯ บริการ พื้นที่ประมาณ 1 หมื่นไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี มีเป้าหมายธุรกิจบริการในเรื่องของสุขภาพ ได้แก่ การท่องเที่ยว การฟื้นฟูและพัฒนาสุขภาพ อุทยานพฤกษศาสตร์ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า สันทนาการ

คาดว่าจะมีการลงนามร่วมดำเนินการกับ กนอ. ภายในปีนี้ และจะเริ่มพัฒนาพื้นที่ได้ในปี 2554 แน่นอนว่าจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนและการท่องเที่ยวของไทยในอนาคตอันใกล้

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี