posttoday
เชื่ออี-คอมเมิร์ซไทย ส่อใหญ่กว่าร้านค้าปลีก

เชื่ออี-คอมเมิร์ซไทย ส่อใหญ่กว่าร้านค้าปลีก

26 พฤศจิกายน 2558

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจค้าปลีกผ่านทางช่องอี-คอมเมิร์ซในไทยจะมีมูลค่าเพิ่มจาก 4 หมื่นล้านบาท เป็น 2 แสนล้านบาท จากมูลค่าค้าปลีกรวมในปัจจุบัน 5 ล้านล้านบาท ทิศทางที่เกิดขึ้นทำให้แม้กระทั่งผู้ประกอบการรายย่อยต้องปรับตัวและตามกับโลกการค้าในยุคดิจิทัลให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

ในอีก 5 ปีข้างหน้า ธุรกิจค้าปลีกผ่านทางช่องอี-คอมเมิร์ซในไทยจะมีมูลค่าเพิ่มจาก 4 หมื่นล้านบาท เป็น 2 แสนล้านบาท จากมูลค่าค้าปลีกรวมในปัจจุบัน 5 ล้านล้านบาท ทิศทางที่เกิดขึ้นทำให้แม้กระทั่งผู้ประกอบการรายย่อยต้องปรับตัวและตามกับโลกการค้าในยุคดิจิทัลให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

อำพา ยงพิศาลภพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทเวนตี้โฟร์ ช้อปปิ้ง เปิดเผยว่า ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในเกาหลีเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าธุรกิจค้าปลีก และเชื่อว่าเทรนด์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในไทย เพราะประชากรไทย 64 ล้านคน แต่กลับมีโทรศัพท์มือถือมากถึง 97 ล้านเครื่อง หรือโดยเฉลี่ยคนละมากกว่า 1 เครื่อง ในจำนวนนี้เป็นสมาร์ทโฟนมากกว่า 30%

สำหรับกลยุทธ์การทำธุรกิจในช่องทางออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ ต้องแยกแพลตฟอร์มระหว่างอี-คอมเมิร์ซ (E-commerce) หรือซื้อการขายผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ กับเอ็ม-คอมเมิร์ซ (Mobile Electric Commerce : M-commerce) หรือการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าผ่านเครื่องมือสื่อสารไร้สาย ทั้งนี้ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งช่องทางมีความแตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น หากจะทำตลาดผ่านเอ็ม-คอมเมิร์ซหรือจำหน่ายสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ต้องเลือกสินค้าที่เป็นยอดนิยม เพราะอุปสรรคของการขายในช่องทางนี้ ผู้บริโภคจะเบื่อและไม่ดูสินค้าระยะเวลานาน ส่วนกลุ่มสินค้าที่มาแรงมีด้วยกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องสำอาง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผิวหน้า ตามด้วยสินค้าเพื่อสุขภาพ กลุ่มสินค้าแม่และเด็กเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และกิฟต์ช็อป

“สินค้าที่ผู้ประกอบการจะจำหน่าย บางครั้งหากถ่ายรูปแล้วสวยกว่าความเป็นจริง จะทำลายความน่าเชื่อถือ ส่วนคำพูดที่บรรยายสรรพคุณต้องระมัดระวังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตรวจสอบ สิ่งที่ต้องระวัง คือ การบริหารสต๊อก การวางราคาต้องแข่งขันได้ เพราะโลกออนไลน์มีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของการผลิตสินค้า ต้องมีคุณภาพสินค้าได้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องหาความรู้เพิ่มเติมทางด้านกฎหมายการทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ” อำพา กล่าว

ด้าน ณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยู ให้บริการร้านค้าเทพช็อปออนไลน์ กล่าวว่า ผู้ที่มีธุรกิจจำหน่ายสินค้าหน้าร้านต้องปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น โดยอาจเริ่มจากการใช้ฐานลูกค้าในช่องทางออฟไลน์เข้ามาสู่ระบบออนไลน์ ส่วนผู้ที่เริ่มทำธุรกิจครั้งแรกต้องเลือกสินค้าที่ตนเองมีความหลงใหลเสียก่อน จะสามารถทำตลาดได้ดี และต้องเลือกสินค้าที่มีความโดดเด่น สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและสร้างความน่าเชื่อถือ

“การขายสินค้าออนไลน์ต้องมีความจริงใจ มีเรื่องราวถ่ายทอด ขณะที่การบริการที่ดีจะช่วยสร้างให้ธุรกิจมีความแตกต่างกับคู่แข่ง หรือทำอย่างไรให้ลูกค้าเซอร์ไพรส์ตลอดเวลา สำหรับกลุ่มสินค้าที่มาแรงในช่องทางออนไลน์จะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ อาหารและของใช้ภายในบ้าน เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคต้องการความสะดวก ไม่ต้องการเดินทางไปซื้อสินค้า และสินค้าท้องถิ่นที่มีจำหน่ายเฉพาะแห่งจะได้รับความนิยมในยุคนี้”ณัฐวิทย์ กล่าว

กิตติ เศรษฐวรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า การทำตลาดทางอี-คอมเมิร์ซ ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้มีรสนิยมในการเลือกสินค้าที่น่าสนใจมาขาย หรือเปรียบเป็นนักจัดซื้อที่เก่งและเป็นผู้สร้างเรื่องราว หรือผลิตสินค้าที่มีขายเฉพาะที่ร้านของเรา ส่วนหมัดเด็ดที่จะสามารถชนะคู่แข่งได้ ต้องตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว จากคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

การทำตลาดบนออนไลน์จะแข่งในเรื่องของการขนส่งสินค้าถึงมือได้เร็ว ล่าสุด Amazon ประกาศบริการจัดส่งสินค้าภายในเมืองจะเร็วยิ่งขึ้นจากเดิม 2 ชั่วโมง เป็นเพียง 1 ชั่วโมง สำหรับสินค้าที่มาแรงเป็นสินค้าผู้สูงอายุ ขณะที่ตลาดที่มีศักยภาพ คือ กลุ่มคนจีน เริ่มชื่นชอบการซื้อสินค้าท้องถิ่นมากกว่าแบรนด์เนม อาทิ ยาหม่อง หมอนยางพารา รวมทั้งสินค้าฮาลาล เจาะตลาดตะวันออกกลาง

สุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในปีหน้ามีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการมีเทคโนโลยี 4จี เข้ามา จะเพิ่มความรวดเร็วให้กับผู้ใช้งานผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ

แม้ว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเป็นตลาดที่มีศักยภาพและขยายไปอาเซียน เพิ่มฐานลูกค้าจาก 64 ล้านคน เป็น 600 ล้านคนก็ตามแต่ท้ายที่สุดการทำตลาดต้องผสมผสานระหว่างช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์ เพราะไม่ว่าธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะโตแค่ไหน ช่องทางร้านค้าปลีกก็ยังไม่สูญหายไปจากตลาดแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่

ทีทีบีเตือนยุค AI งานซ้ำเสี่ยงหาย เร่งสร้างทักษะใหม่