
แก้ปมโซลาร์เซลล์
เตรียมชง กพช.ปลดล็อกโซลาร์เซลล์ ฟาร์ม 300 เมกะวัตต์ ที่ติดกับดักกฎหมายผังเมืองใหม่
เตรียมชง กพช.ปลดล็อกโซลาร์เซลล์ ฟาร์ม 300 เมกะวัตต์ ที่ติดกับดักกฎหมายผังเมืองใหม่
นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ทาง พพ.เตรียมจะเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาการลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์เซลล์ ฟาร์ม) จำนวน 300 เมกะวัตต์ จากโครงการค้างท่อที่มีอยู่ประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งติดปัญหาว่าไม่สามารถเดินหน้าก่อสร้างโครงการได้ เนื่องจากติดปัญหากฎหมายผังเมืองใหม่ของแต่ละจังหวัดที่ระบุไม่ให้ตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ในบางพื้นที่
นายธรรมยศ ชี้แจงว่า ข้อเสนอในการแก้ปัญหานั้น หากโครงการใดไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ทันในปี 2558 จากสาเหตุของกฎหมายผังเมืองจะต้องยกเลิกตามเงื่อนไขเดิมไปก่อน แต่จะมีการเสนอเงื่อนไขใหม่ให้ กพช.พิจารณาอนุมัติเพื่อขยายเวลาวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบออกไปเป็นรายโครงการ ซึ่งจะต้องพิจารณาที่เจตนาและความตั้งใจในการพัฒนาโครงการ เพื่อขายไฟฟ้าจริงในลำดับต้นๆ
อธิบดี พพ. เนื่องจากขณะนี้พบว่ามีโครงการค้างท่อบางรายมีการก่อสร้างไปแล้ว 70-80% แต่ต้องมาเจอกฎหมายผังเมืองใหม่ ซึ่งออกมาภายหลัง ทำให้ต้องชะลอโครงการ จึงเชื่อว่าเมื่อนำเรื่องเข้าหารือใน กพช.จะช่วยผ่อนผันเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคเหล่านี้ได้ เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไป
ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้เร่งพิจารณาโครงการโซลาร์เซลล์ ฟาร์ม ค้างท่อ ที่เกิดจากการปรับระบบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) มาเป็นระบบอัตรารับซื้อที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง Feed in Tariff (FIT) ซึ่งมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบภายในเดือน ธ.ค. 2558 โดยมีหลายโครงการที่ขอย้ายพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า เพื่อให้สอดคล้องระบบสายส่งที่จะมารองรับ แต่กลับมาติดปัญหากฎหมายผังเมืองที่เพิ่งประกาศออกมาใหม่
ทั้งนี้ มีรายงานว่า หากมีการขยายโอกาสในการลงทุนโครงการโซลาร์เซลล์ ฟาร์ม ออกไปทั้ง 300 เมกะวัตต์ จะทำให้มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 1.8 หมื่นล้านบาท เมื่อพิจารณาจากเงินลงทุนโดยเฉลี่ยเมกะวัตต์ละ 60 ล้านบาท หรือตกประมาณ 50-60 บาท/วัตต์
ขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย ประเมินว่า ผลจากการที่รัฐบาลปลดล็อกโครงการค้างท่อจะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องเติบโตและเกิดการลงทุนในธุรกิจโซลาร์เซลล์ถึง 1.4 แสนล้านบาท
นายธรรมยศ ยังกล่าวถึง แผนการดำเนินงานในปี 2559 ว่าจะส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล (บี100) จากปัจจุบันที่ใช้ผสมในดีเซล 7% (บี7) เป็นบี10 รวมทั้งผลักดันโครงการนำร่องการใช้ บี20 ใน
กลุ่มระบรรทุกขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ปาล์มน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (2558-2579) กำหนดเป้าหมายใช้ บี100 วันละ 14 ล้านลิตร และเอทานอล 11.30 ล้านลิตร/วัน โดยจะทำแผนปฏิบัติการพลังงานแห่งชาติในวันที่ 25-26 พ.ย.นี้
นอกจากนี้ พพ.ยังให้ความสำคัญกับการแปรรูปขยะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง และการปลูกพืชพลังงานเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับก๊าซชีวภาพอัด ซึ่งสามารถผลิตได้จากน้ำเสียโรงงาน เพื่อเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกหนึ่งในภาคขนส่งทดแทนก๊าซเอ็นจีวีและจะช่วยให้พื้นที่ ซึ่งอยู่ห่างไกลมีทางเลือกเพิ่มขึ้น







