posttoday
ลงทุนเพิ่ม เติมสุขวัยเกษียณ เลือก PVD หรือ RMF ?

ลงทุนเพิ่ม เติมสุขวัยเกษียณ เลือก PVD หรือ RMF ?

14 พฤศจิกายน 2558

เริ่มแล้วจ้า หลังจากที่รอคอยกันมานาน พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์ [email protected]

เริ่มแล้วจ้า หลังจากที่รอคอยกันมานาน พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ก็มีผลบังคับใช้แล้ว นับตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2558

ไม่ได้แค่รอการเปิดโอกาสให้โอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ไปลงทุนต่อเนื่องในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เท่านั้น เพราะข้อนี้เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ลาออกจากงาน หรือ กองทุนปิดตัวไป

แต่สำหรับคนที่ยังรักษาสภาพ “มนุษย์เงินเดือน” ไว้อย่างเหนียวแน่นอย่างเรา ตั้งตารอคอยการเปิดโอกาสให้เราสามารถสะสมเงินใน PVD ได้มากขึ้นต่างหาก

เพราะรู้แน่แก่ใจมานานแล้วว่า ถ้ายังรักษาอัตราเงินสะสมตามกฎระเบียบเดิมไว้ไปจนวันเกษียณ คงทำให้ชีวิตหลังเกษียณไม่มีความสุขได้อย่างเต็มที่

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เคยให้ข้อมูลไว้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วเงินที่สมาชิกกองทุน PVD จะได้รับเมื่อวันเกษียณอยู่ที่คนละ 3.1 แสนบาท ซึ่งหากจะแบ่งไว้ใช้ในอีก 20 ปีข้างหน้า จะเท่ากับเดือนละ 1,303 บาทเท่านั้น

เปิดทางลงทุนเพิ่ม

ถ้าเป็นเมื่อก่อน (ตอนที่ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฉบับที่ 4 ยังไม่มีผลบังคับใช้) เราสามารถส่งเงินสะสมเข้ากองทุน PVD ได้ตั้งแต่ 2-15% ของค่าจ้าง เช่นเดียวกับที่นายจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราเดียวกัน แต่มีเงื่อนไขเล็กๆ กำหนดไว้ว่า “นายจ้างห้ามจ่ายต่ำกว่าลูกจ้าง”

เพราะฉะนั้นทำให้นายจ้างหลายรายกำหนดเพดานการสะสมเงินของลูกจ้างเอาไว้แค่อัตราส่วนที่นายจ้างสามารถจะจ่ายสมทบได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 3-5% ของค่าจ้าง

เท่ากับว่า ในแต่ละเดือนลูกจ้างสะสม 3-5% บวกกับเงินสมทบที่นายจ้างจ่ายให้อีก 3-5% รวมกันแล้วเราจะมีเงินออมเพื่อการเกษียณประมาณ 6-10% ของค่าจ้าง ซึ่งยังถือว่า “น้อยเกินไป” ถ้าจะให้เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายวัยเกษียณ

นอกจากนี้ ในเวลาที่นายจ้างต้องการลดค่าใช้จ่ายของบริษัทก็อาจจะมาปรับลดอัตราเงินสมทบให้ต่ำลงไปอีกก็ได้

สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย แนะนำว่า อย่างน้อยๆ เราควรจะออมเงินให้ได้อย่างน้อย 20% ของรายได้ในแต่ละเดือน

“เราจะมีเงินพอใช้ในวัยเกษียณหรือไม่ ตัวเลข 15+5 เป็นตัวเลขที่สำคัญ เพราะการออมในอัตราประมาณ 15-20% ของรายได้ในแต่ละเดือนจะเป็นปัจจัยความสำเร็จ เนื่องจากในปัจจุบันอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนลดลง เพราะฉะนั้นถ้าไม่วางแผนแต่เนิ่นๆ จะมีเงินไม่พอใช้แน่ๆ” สมจินต์ กล่าว

ตัวเลข 15+5 ของ สมจินต์ คือ ส่วนผสมของเงินสะสม 15% ของค่าจ้าง กับเงินสมทบอีก 5% ของค่าจ้าง ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลยถ้าไม่มีการแก้กฎหมายใหม่

เพราะ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฉบับที่ 4 แก้ไขข้อความในมาตรา 10 โดยการตัดข้อความที่บังคับให้ “นายจ้างจ่ายสมทบเงินเข้ากองทุนตามจำนวนลูกจ้างในอัตราไม่ต่ำกว่าเงินสะสมของลูกจ้าง” ออกไป

เพียงเท่านี้ก็เป็นการเปิดทางให้ลูกจ้างสามารถจ่ายเงินสะสมได้เพิ่มขึ้น โดยสามารถสะสมได้สูงสุด 15% ของค่าจ้าง ไม่ติดเพดานที่นายจ้างกำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม สมจินต์ บอกว่า สูตรการออม 15+5 ของเขา ไม่ได้เป็นการบีบบังคับให้ลูกจ้างทุกคนต้องไปเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสะสมใน PVD จนเต็มเพดาน 15% เสมอไป เพราะยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง คือ การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวัยเกษียณเหมือนกัน และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ต่างกัน

“การซื้อ RMF ให้เต็มสิทธิก็ตอบโจทย์ได้เช่นเดียวกัน” สมจินต์ กล่าว

ทีนี้ก็มาถึงส่วนที่ยากที่สุด คือ แล้วถ้าเรามีทางเลือกที่จะเพิ่มอัตราเงินสะสมใน PVD และลงทุนเพิ่มใน RMF เราจะตัดสินใจอย่างไร เพราะทั้งสองกองทุนต่างมีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกัน

ลงทุน PVD ก็ดี

สาเหตุที่ทำให้การออมเพื่อวัยเกษียณผ่านกองทุน PVD มีประสิทธิภาพมากกว่าการออมด้วยช่องทางอื่นๆ คือ “ระเบียบวินัยในการออม” เพราะกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนเลยว่า

“ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนโดยให้นายจ้างหักจากค่าจ้าง และให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนด”

นั่นหมายความว่า เราจะได้ใช้หลักการ “ออมก่อน ใช้ทีหลัง” อย่างแน่นอน ในขณะที่การออมด้วยตัวเองอาจจะทำให้เราแอบออกนอกลู่นอกทางได้ง่ายกว่า

แต่กองทุน PVD ก็มีข้อด้อยอยู่เหมือนกัน เพราะบางกองทุนมีความยืดหยุ่นต่ำ เพราะในบางกองทุน สมาชิกกองทุน (ซึ่งก็คือลูกจ้าง) ไม่สามารถเลือกนโยบายลงทุนได้เอง แต่ต้องลงทุนตามนโยบายที่คณะกรรมการกองทุนเลือกไว้ให้ ซึ่งไม่ได้เหมาะกับสมาชิกกองทุนทุกคน

เช่น คนที่อายุน้อยๆ อยากจะลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในกองทุนมีเพียงนโยบายเดียวที่ลงทุนแต่ตราสารหนี้  ซึ่งเหมาะสำหรับคนอายุมากใกล้เกษียณ ที่ไม่ต้องการให้เงินในกองทุนผันผวนเกินไป

ขณะที่บางกองทุนอาจจะมีนโยบายการลงทุนให้เลือกมากกว่า 1 นโยบาย แต่ก็ยังไม่หลากหลายเท่าที่ควร เช่น ไม่สามารถลงทุนหุ้นได้เต็ม 100% ของเงินที่มีอยู่ หรือ ไม่มีการลงทุนในต่างประเทศให้เลือกลงทุน ทำให้การจัดสรรพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเองทำได้ยาก

นอกจากนี้ กองทุน PVD ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน หรือเปลี่ยนนโยบายลงทุนได้ตามต้องการ เพราะเปิดให้เปลี่ยนนโยบายการลงทุนได้ปีละไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ลงทุน RMF ก็ได้

แต่ถ้าเป็นการลงทุนใน RMF จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยมีให้เลือกลงทุนหลากหลายนโยบายตั้งแต่ตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีทั้งที่จัดพอร์ตแบบสำเร็จรูป หรือ จะผสมด้วยตัวเอง ซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า 150 กองทุน

แถมยังสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนได้ไม่จำกัดเวลา ทำให้เราสามารถปรับพอร์ตให้เป็นไปอย่างที่ต้องการเมื่อไรก็ได้

เพียงแต่การลงทุนกับ RMF ที่ไม่มีใครมาบังคับ อาจจะทำให้เราไขว้เขวได้ง่าย แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือกใช้บริการ “ตัดบัญชีอัตโนมัติ” แบบเป็นประจำในวันที่เงินเดือนออก เหมือนกับที่นายจ้างหักค่าจ้างส่งไป PVD แถมยังเหมาะกับคนที่ไม่มี PVD เป็นของตัวเองอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69