
ทดสอบทั้งแบงก์ยุโรปและตลาดหุ้น
.....จิตรา อมรธรรม
ความสนใจของตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์นี้อยู่ที่ผลของ Stress Test ของแบงก์ 91 แห่งใน 20 ประเทศในยุโรป ที่ CEBS (คณะกรรมการกำกับดูแลภาคการธนาคารของสหภาพยุโรป) จะประกาศภาพรวมในวันศุกร์ที่ 23 ก.ค.นี้ หลังจากนั้น 2 สัปดาห์จึงจะเป็นการประกาศรายชื่อแบงก์ของแต่ละประเทศซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศว่าจะเปิดเผยมากขนาดไหน
มาถึงวันนี้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มเชื่อว่าผลที่ออกมามีแนวโน้มว่าจะดีกว่าที่กลัวกันก่อนหน้านี้ เพราะแบงก์ที่ทดสอบคราวนี้ส่วนใหญ่เป็นแบงก์ขนาดใหญ่ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว และสัปดาห์ที่ผ่านมา โปรตุเกสและเยอรมนีได้แจ้งว่าแบงก์ส่วนใหญ่ผ่านการทดสอบ นอกจากนี้ข้อสอบก็อาจไม่ยากอย่างที่ตลาดวิตก เห็นได้จาก Stress Test ครั้งที่แล้วคือเดือน ต.ค.ปีก่อน ที่ตั้งโจทย์ในกรณีเลวร้าย (Adverse Effect) ให้ GDP ในปีนี้หดตัว 2.7% อัตราการว่างงาน 12.5% (การว่างงานในปัจจุบันของกลุ่มยูโรโซนเฉลี่ย 10% อยู่แล้ว) และราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง 1315% ในขณะที่ราคาบ้านในหลายแห่งลดลงมากกว่านั้นไปแล้ว การทดสอบครั้งนี้จึงอาจเป็นเพียงความพยายามในการเรียกความเชื่อมั่นกลับมา ซึ่งก็ต้องติดตามดูศุกร์นี้ว่า CEBS จะทำสำเร็จหรือไม่
ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดการณ์ว่าแบงก์ในยุโรปอาจต้องตั้งสำรองหนี้เสีย 9 หมื่นล้านยูโร ในปี 2553 และ 1.05 แสนล้านยูโร ปี 2554 หลังจากตั้งไปแล้ว 2.38 แสนล้านยูโร ปี 2552 หากตัวเลขไม่มากไปกว่านี้ จะเป็นข่าวดีกับตลาด แต่ถึงแม้ผลของ Stress Test จะออกมาดีก็ตาม เชื่อว่าเม็ดเงินบางส่วนอาจไหลกลับเข้าไปเก็งกำไรในแบงก์ยุโรปที่ราคาปรับลงมามาก และกว่าแต่ละประเทศจะประกาศผลเสร็จสิ้นภายใน 2 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกน่าจะผันผวนพอสมควร
สำหรับตลาดหุ้นไทยที่แม้ในระยะหลังจะเคลื่อนไหวเป็นตัวของตัวเองอย่างมาก ดัชนีล่าสุดวานนี้ที่ปิดที่ 830.40 จุด ปรับขึ้นมา 13% จากต้นปี สูงกว่าตลาดหุ้นในเอเชียที่ปรับขึ้นมาเฉลี่ยเพียง 1.7% และเป็นเพียง 1 ใน 2 ตลาดหุ้นในเอเชียที่ดัชนีทำ New High แล้ว และยังเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่สภาพคล่องในระบบที่ล้นเหลือ อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ (อัตราดอกเบี้ยสุทธิติดลบ) แต่หากเทียบจากความสามารถในการทำกำไรแล้ว PE ปัจจุบันที่ 13 เท่า ถือว่าใกล้เต็มมูลค่าสำหรับปีนี้แล้ว แม้ว่าดัชนีมีโอกาสไปต่อได้โดยมีแนวต้าน 845 จุด แต่การเพิ่มพอร์ตในระดับปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยง ดังนั้น FSS จึงเน้นขึ้นขาย หันมาถือเงินสดหรือลงทุนในหุ้นปันผลแทน
ระยะนี้คงต้องพูดถึงกลุ่มแบงก์เพราะเป็นช่วงประกาศผลประกอบการประมาณวันที่ 20
–21 ก.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์ของ FSS คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 16% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 3.6% จากไตรมาสแรกซึ่งถือว่าดีเพราะกำไรในไตรมาสแรกเป็นฐานกำไรที่สูง ทั้งนี้ กำไรของทั้งกลุ่มแบงก์จะดีกว่านี้มากหาก BBL นำกำไรที่ได้จากการขายธนาคารสินเอเซีย (ACL) ประมาณ 2,000 ล้านบาท บันทึกเป็นกำไรโดยไม่นำไปหักกลบกับการตั้งสำรองอื่นๆ ของธนาคาร เพราะไม่อยากเห็นกำไรที่หวือหวาขึ้นลงแรง ขึ้นอยู่กับแบงก์ว่าจะตัดสินใจบันทึกอย่างไร หากเป็นไปตามที่ FSS คาด กำไรทั้งปีของกลุ่มแบงก์จะเพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน ตัวเลขนี้น่าสนใจเพราะฐานกำไรที่สูงเป็นแสนล้านบาท เติบโตเป็นเลขสองหลักถือว่าเก่งมาก และการขยายตัว 16% ก็เป็นอัตราที่ไม่ได้เห็นมากว่า 5 ปีแล้ว แม้ว่าดัชนีกลุ่มแบงก์ในปีนี้จะปรับตัวขึ้นเพียง 10% Underperform ตลาด และสู้ไม่ได้กับกลุ่มเกษตรและอาหาร ปิโตรเคมี ค้าปลีก และอีกหลายกลุ่ม เพราะเม็ดเงินจากต่างชาติยังไม่กลับมาในตลาดอย่างจริงจัง ทำให้หุ้น Market Cap ขนาดใหญ่กลายเป็นตัวฉุดรั้งดัชนี แต่ก็ถือว่ากลุ่มแบงก์ยังน่าสนใจลงทุนในปีนี้และปีหน้าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นเป็นประโยชน์กับแบงก์อย่างชัดเจนโดยเฉพาะแบงก์ขนาดใหญ่ (แต่เป็นลบต่อกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ คือ TISCO TCAP และ KK แต่ TCAP หากราคาปรับลงมาก็ยังน่าสนใจ) FSS ประเมินว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มแบงก์จะเพิ่มขึ้น 0.21% ต่อปี ต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1% พร้อมๆ กันทั้งสองขา โดย KBANK จะมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นสูงสุดประมาณ 0.31% รองลงมาเป็น KTB และ SCB
เช้าวานนี้ KBANK ประกาศกำไรออกมาอย่างน่าประทับใจโดยเติบโต 9% จากไตรมาสก่อน และ 29% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน FSS เลือก KBANK เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม เนื่องจากการที่บริษัทลงทุนใช้จ่ายไปกับระบบไอที (Ktransformation) เป็นจำนวนมากในช่วง 2
–3 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะสูงสุดในปีนี้และเริ่มทยอยลดลงในปีถัดๆ ไป แบงก์จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสิ่งที่ได้ลงทุน สิ่งเกิดขึ้นแล้วคือเรื่องรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจนทำให้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมีสัดส่วน 35% ของรายได้รวม ในขณะที่แบงก์ใหญ่อื่นๆ อยู่ที่ระดับ 30% การเติบโตของกำไรของ KBANK ในระยะยาวจะดีกว่าแบงก์อื่นๆ โดย FSS คาดว่ากำไรใน 3 ปีข้างหน้า (ปี 2553–2555) จะโตเฉลี่ยเกือบ 20% สูงกว่าแบงก์ขนาดใหญ่ที่โตเฉลี่ย 1415%






