posttoday
ตลาดหุ้นยังฟื้นตัวต่อเนื่องไตรมาส 4

ตลาดหุ้นยังฟื้นตัวต่อเนื่องไตรมาส 4

29 ตุลาคม 2558

โดย...คมศร

โดย...คมศร

เราเชื่อว่าตลาดหุ้นที่ปรับฐานลงมาแรงในไตรมาส 3 ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะฟื้นตัวขึ้นได้ในไตรมาส 4 เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) Valuation ที่ต่ำเมื่อเทียบกับรอบการปรับฐานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 2) ความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมของทั้ง BoJ และ ECB และ 3) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน

Valuation ต่ำเมื่อเทียบกับรอบการปรับฐานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

เราเปรียบเทียบ PBV Ratio ของตลาดหุ้นในการปรับฐานของตลาดในรอบนี้ กับจุดต่ำสุดในการปรับฐาน 3 ครั้งล่าสุด ได้แก่ 1) ช่วงที่ตลาดกังวลต่อการลด QE ของสหรัฐ (Taper Tantrum) ในเดือน ส.ค. 2013 2) วิกฤตการเมืองกรีซในเดือน พ.ค. 2012 และ 3) วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปช่วงเดือน ก.ย. 2011 และพบว่าตลาดหุ้นหลายตลาดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เทรดที่ระดับ PBV ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าจุดต่ำสุดในการปรับฐานที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งน่าจะชี้ว่าตลาดหุ้นน่าจะมี Downside ที่จำกัด

ส่วนใน DM เช่น สหรัฐและยุโรป การปรับฐานในรอบที่ผ่านมาได้ทำให้ P/E Ratio ของตลาดกลับมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลขึ้น จากเดิมที่เทรดที่ราว +2 S.D. จากค่าเฉลี่ย มาอยู่ที่ประมาณ +1.5 S.D. ส่วนในญี่ปุ่นและตลาดเกิดใหม่ ค่า P/E Ratio ของตลาดยังอยู่ที่ระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต

ความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมของทั้ง BoJ และ ECB

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นในไตรมาส 4 ได้แก่ ความคาดหวังของตลาดต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมจากทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และ (ECB) ที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นหลังอัตราเงินเฟ้อในทั้งญี่ปุ่นและยุโรปกลับมาติดลบ ประกอบกับค่าของเงินเยนและยูโร ซึ่งแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนที่ผ่านมาหลัง Fed ตัดสินใจคงดอกเบี้ยในเดือน ก.ย.

จากการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งจัดทำโดย Bloomberg ชี้ว่านักเศรษฐศาสตร์ราวครึ่งหนึ่ง (48%) คาดว่า BoJ จะผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมภายในเดือน ต.ค. โดยส่วนใหญ่คาดว่า BoJ จะขยายวงเงินซื้อสินทรัพย์ และอาจเพิ่มขนาดการซื้อ ETF อย่างไรก็ตาม นาย Kuroda ประธาน BoJ ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่อาทิตย์ที่ 11 ต.ค.ที่ผ่านมา (หลังการสำรวจของ Bloomberg) ว่า เขายังไม่เห็นความจำเป็นของการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมในช่วงนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อที่ไม่รวมราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้โอกาสที่เราจะได้เห็นการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมจาก BoJ นั้นลดลงในช่วงนี้

ส่วนการคาดการณ์การดำเนินนโยบายของ ECB ผลสำรวจชี้ว่านักวิเคราะห์ราว 2 ใน 3 คาดว่า ECB จะผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะประกาศผ่อนคลายนโยบายในเดือน ธ.ค. โดยคาดว่า ECB จะผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมโดยการขยายระยะเวลาการเข้าซื้อสินทรัพย์จากเดิมที่กำหนดไว้ถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ DB ที่คาดว่า ECB จะขยายระยะเวลาการเข้าซื้อสินทรัพย์ออกไปเป็นเวลา 6 เดือน

ความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติมของ BoJ และ ECB จะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นในไตรมาส 4 กล่าวคือ หากตัวเลขเศรษฐกิจยังคงชะลอต่อจากนี้ ตลาดก็จะเริ่มเก็งกำไรต่อการผ่อนคลายนโยบาย และทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน

นอกจาก Valuation ที่ต่ำและความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของ BoJ และ ECB แล้ว เราคาดว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาส 4 ซึ่งน่าจะช่วยทำให้ตลาดคลายความกังวลต่อความเสี่ยงในการชะลอตัวลงแรง (Hard Landing) ของเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการปรับฐานของตลาดหุ้นในรอบนี้ โดยเราคาดว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายสั่งซื้อภาคการผลิตของจีนจะกลับมาขยายตัวได้ (อยู่ในระดับสูงกว่า 50 จุด) ในเดือน ต.ค. และ GDP ในไตรมาส 4 ของจีนจะเร่งตัวขึ้นเป็น 7.2% YoY จาก 7% ในไตรมาส 3

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน