posttoday
ผนึกซีแอลเอ็มวี ปั้นอุตฯภาพยนตร์โกอินเตอร์

ผนึกซีแอลเอ็มวี ปั้นอุตฯภาพยนตร์โกอินเตอร์

28 ตุลาคม 2558

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

“ต่อ ให้รัฐบาลให้ความสนใจอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งองค์รวม ก็ต้องแยกส่วนประกอบให้ออกว่าส่วนใดเป็นหัวรถจักร หรือเป็นโบกี้ เพื่อให้การโฟกัสในแต่ละจุดเป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำ สามารถต่อยอดทางธุรกิจที่เกิดจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีมูลค่ามหาศาล และไต่อันดับการสร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยได้เป็นอันดับ 3 รองจากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก”

นี่คือแนวคิดของ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงวุฒิคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ สะท้อนแนวทางการส่งเสริม ภาพการเติบโตและโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปลายปีนี้ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำและศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านภาพยนตร์ในอาเซียนอย่างแท้จริง

วีระศักดิ์ บอกว่า สมาพันธ์ได้หารือร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์ชาติอาเซียน นำร่องในกลุ่มประเทศ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม หรือกลุ่มซีแอลเอ็มวี วางแผนผลิตบุคลากรในแต่ละกลุ่มอย่างครบวงจร โดยให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการวางแผน สนับสนุนให้บุคลากรในนามชาติอาเซียนรับจ้างขั้นตอนการผลิต รวมถึงเดินทางออกไปผลิตภาพยนตร์ โทรทัศน์ ฯลฯ ในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน และภูมิภาคอื่นทั่วโลก โดยเฉพาะระดับฮอลลีวู้ด เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับคนอาเซียน สามารถต่อยอดทางธุรกิจในกลุ่มอื่นๆ ได้ตามมาในอนาคต เช่นเดียวกับค่ายวอลท์ ดิสนีย์ ปัจจุบันรายได้หลักไม่ได้มาจากการฉายภาพยนตร์ แต่มาจากลิขสิทธิ์สินค้า ตัวการ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ เป็นต้น

สำหรับตอนนี้ไทยมีบุคลากรด้านภาพยนตร์ทุกกลุ่มรวมประมาณ 5 หมื่นคน ภายใน 5 ปีต้องพัฒนาให้มีบุคลากร 1 แสนคน โดยต้องเพิ่มหลักสูตรการพัฒนาคนภาพยนตร์ในระดับมหาวิทยาลัย และแนะแนวเยาวชนให้สนใจศึกษาด้านภาพยนตร์มากขึ้น

ระหว่างนี้สมาพันธ์ของแต่ละประเทศจะจัดทำแผนการพัฒนาบุคลากรของตัวเอง ก่อนนำกลับมาหารือร่วมกัน และหารือกับภาครัฐของประเทศตนเอง

ที่ผ่านมา หลายชาตินิยมประกาศความเจริญด้าน สังคม วัฒนธรรม ความยิ่งใหญ่ของประเทศตัวเองผ่านทางภาพยนตร์ เช่นเดียวกับภาพยนตร์ไทยเริ่มเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น จากการเดินทางร่วมงานเทรดโชว์ และโรดโชว์ขนาดใหญ่ระดับโลกหลายรายการ ทำให้หนังไทยเป็นที่ยอมรับในเรื่องการผลิต ส่งผลดีต่อฝ่ายผลิตด้วย เช่น ผู้กำกับ ภาคการตัดต่อ ฉาก ช่างกล้อง แต่ปัจจุบันบุคลากรในสายการผลิตภาพยนตร์ยังไม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากรัฐบาลไทยมากนัก หากปรับเปลี่ยนแผนการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ และมาตรฐานเข้าสู่วงการผลิตภาพยนตร์ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เชื่อว่าไทยจะสามารถสร้างมูลค่ารายได้และคุณค่าความเป็นคนไทยได้จำนวนมาก

“ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนวงการภาพยนตร์ไทยในการวางแผนอย่างมีขั้นตอน ให้อุตฯ นี้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและก้าวเป็นผู้นำในตลาดโลกได้ ซึ่งเห็นว่าแต่ละประเทศที่วางแผนลักษณะนี้ เช่น เกาหลีใต้ ต้องใช้เวลานานกว่า 17 ปี กว่าซีรี่ส์เกาหลีจะติดตลาดโลก” วีระศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมภาพยนตร์ในแต่ละกระทรวง ซึ่งประเทศไทยมีถึง 4 กระทรวง ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวัฒนธรรม ควรร่วมมือกันทำงานแบบบูรณาการ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองงบประมาณจากภาครัฐ หากรัฐสามารถจัดระเบียบการกำหนดนโยบายให้เป็นหนึ่งเดียว เชื่อว่าจะผลักดันให้ความเป็นผู้นำในอาเซียนฉายแววเด่นชัดได้ใน 5 ปีข้างหน้า

วีระศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนการหลอมรวมกันของอาเซียน ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลภาพยนตร์อาเซียน โดยนำร่องจัดเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นปีแรก ซึ่งมีแผนจัดงานอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอาจให้ชาติอาเซียนเสนอตัวเป็นเจ้าภาพหมุนเวียนกันในแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความสามัคคีและสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดโลก เหมือนงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ทุกชาติให้ความสนใจและรู้จักงานดังกล่าวทั่วโลก

“อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ได้แตกไลน์การผลิตออกไปหลายกลุ่ม ทั้งโทรทัศน์ ดิจิทัล การผลิต หากได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด เชื่อว่าการสร้างรายได้จะเติบโตได้เป็นเท่าตัวในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เทียบจากปัจจุบัน ทั้งอุตสาหกรรมเฉลี่ยที่ 3 แสนล้านบาท/ปี” วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน