
เศรษฐีบ้านเอื้ออาทร
ในบรรดามหาเศรษฐีแถวหน้าของฟิลิปปินส์แทบจะหาคนที่มีเชื้อสายฟิลิปปินส์แท้ๆ ได้ยาก แต่ในนั้นก็ยังมี มานูเอล วิลลาร์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของประเทศ มหาเศรษฐีอันดับ 11 ของฟิลิปปินส์ประจำปี 2558 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์
ในบรรดามหาเศรษฐีแถวหน้าของฟิลิปปินส์แทบจะหาคนที่มีเชื้อสายฟิลิปปินส์แท้ๆ ได้ยาก แต่ในนั้นก็ยังมี มานูเอล วิลลาร์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของประเทศ มหาเศรษฐีอันดับ 11 ของฟิลิปปินส์ประจำปี 2558 จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์
วิลลาร์เรียนรู้วิถีผู้ประกอบการมาตั้งแต่เด็กๆ จากแม่ของเขาซึ่งเป็นแม่ค้าอาหารทะเล ที่เขาได้ช่วยแม่ทำงานตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ขวบ เขาเรียนจบปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ก่อนไปทำงานเป็นนักบัญชีในบริษัทบัญชียักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศ แต่ไม่นานนัก ก็ลาออกมาทำธุรกิจเอง เริ่มจากสิ่งที่เขาคุ้นเคยคือ “อาหารทะเล” แต่โชคไม่ดี เขาเก็บเงินจากลูกค้าไม่ได้จำนวนมาก จนทำให้ต้องล้มละลายกลายๆ เมื่ออายุเพียง 22 ปี และต้องกลับไปทำงานประจำอีกระยะหนึ่ง
ในปี 2518 ด้วยวัย 25 ปี วิลลาร์ลาออกจากงานประจำและหันเหชีวิตมาอยู่ในแวดวงอสังหา ริมทรัพย์ เริ่มจากมีรถบรรทุกรับจ้างขนกรวดทรายป้อนธุรกิจก่อสร้าง ก่อนที่จะเริ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเองจนประสบความสำเร็จและกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านตั้งแต่อายุ 26 ปี โดยมีแนวคิดธุรกิจคือ การสร้างบ้านราคาประหยัด
วิลลาร์กว้านซื้อที่ดินในหลายทำเลและสร้างบ้านราคาประหยัดขาย โดยมีลูกค้ากลุ่มใหญ่คือ ชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานในต่างประเทศ รวมถึงชาวฟิลิปปินส์รายได้น้อยและกลุ่มชนชั้นกลาง
หลังประสบความสำเร็จในวงการธุรกิจ วิลลาร์ก้าวลงสู่แวดวงการเมืองเมื่อปี 2535 ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผงาดในวงการเมืองอยู่เกือบ 20 ปี โดยตำแหน่งสูงสุดที่เคยได้รับคือประธานวุฒิสภาฟิลิปปินส์คนที่ 25 ระหว่างปี 2549-2551 อีกทั้งยังเคยลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย
แต่เมื่อพ่ายแพ้ให้กับเบนิญโญ อาคิโน ที่ 3 ในการเลือกตั้งประธานา ธิบดีเมื่อปี 2553 เขาก็อำลาการเมืองและกลับมาโลดแล่นในโลกธุรกิจของตัวเองที่มี วิสตาร์ แลนด์ แอนด์ไลฟ์สเคปส์ และสตาร์มอลล์ เป็นธุรกิจหลัก
ล่าสุด วิลลาร์กำลังมีแผนควบรวมธุรกิจบริษัทรับสร้างบ้านของเขากับธุรกิจพัฒนาศูนย์การค้า เพราะต้องการปลุกปั้นให้โครงการที่อยู่อาศัยกลายเป็นชุมชนขนาดย่อมๆ หากรวมธุรกิจได้สำเร็จ ธุรกิจใหม่ของเขาจะมีมูลค่าตลาดประมาณ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยวิลลาร์และครอบครัวจะถือหุ้นรวมกันประมาณกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ที่ผ่านมา ธุรกิจวิสตาร์ แลนด์ฯ มีจุดเด่นคือโครงการบ้านที่อยู่อาศัยราคาประหยัดหรือราคาประมาณ 1.09 หมื่นเหรียญสหรัฐ โดยตอนนี้มีโครงการอยู่ใน 92 เมืองของ 35 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถพัฒนาโครงการที่มีอยู่ 23 โครงการ ให้เป็น “คอมมูนิซิตี้” ได้ โดยจะเพิ่มช็อปปิ้งมอลล์ ร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงแรม และโรงพยาบาลเข้าไปในพื้นที่ด้วย
ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา วิลลาร์บอกว่า ทำให้เขารู้ว่าตัวเองควรเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และการทำงานแบบนี้ก็ช่วยเหลือประเทศได้เหมือนกัน
“ผมมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ และต้องการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ ผมอยากจ้างพนักงานมากขึ้น หลังจากผมกลับมาทำงานด้านธุรกิจ บริษัทเรามีพนักงานมากกว่าเดิมเกือบ 3 เท่า”







