posttoday
ตลาดเหลือ Upside จำกัดมาก

ตลาดเหลือ Upside จำกัดมาก

26 ตุลาคม 2558

ภาพรวมกำไรของกลุ่มธนาคาร แม้จะมีประเด็นการตั้งสำรองและการตัดหนี้สูญ SSI ของ SCB, KTB และ TISCO แต่กำไรของกลุ่มก็ออกมาใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ KS คาดหมายไว้ (ฝ่ายวิจัยทำการออกบทวิเคราะห์ BBL, SCB, KTB, BAY, TCAP, TMB, TISCO, KKP และคาดการณ์กำไรสุทธิรวมไว้ที่ 3.417 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงจนเกือบเท่ากับที่ประกาศจริงที่ 3.415 หมื่นล้านบาท) โดยผลประกอบการรวมทุกธนาคารในกลุ่มจะอยู่ที่ 4.52 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่ราวๆ 3% ถือว่าไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับตลาดมากนัก จึงเป็นเหตุให้เกิดการขายทำกำไรในกลุ่มธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภาพรวมกำไรของกลุ่มธนาคาร แม้จะมีประเด็นการตั้งสำรองและการตัดหนี้สูญ SSI ของ SCB, KTB และ TISCO แต่กำไรของกลุ่มก็ออกมาใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ KS คาดหมายไว้ (ฝ่ายวิจัยทำการออกบทวิเคราะห์ BBL, SCB, KTB, BAY, TCAP, TMB, TISCO, KKP และคาดการณ์กำไรสุทธิรวมไว้ที่ 3.417 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงจนเกือบเท่ากับที่ประกาศจริงที่ 3.415 หมื่นล้านบาท) โดยผลประกอบการรวมทุกธนาคารในกลุ่มจะอยู่ที่ 4.52 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่ราวๆ 3% ถือว่าไม่ได้สร้างความแปลกใจให้กับตลาดมากนัก จึงเป็นเหตุให้เกิดการขายทำกำไรในกลุ่มธนาคารในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ถัดจากการรายงานงบของกลุ่มธนาคารและการทยอยประกาศงบของกลุ่มการเงิน ส่วนที่จะประกาศต่อไปคือภาคการผลิตหรือ Real Sector โดยจะเริ่มจากกลุ่มพลังงาน ซึ่งตัวที่จะต้องจับตามากที่สุดคือ PTTEP (ณ วันที่เขียนรายงานฉบับนี้ PTTEP ยังไม่ประกาศงบ)

เบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินว่าจะมีผลขาดทุนสุทธิที่ 2,700 ล้านบาท แต่มีความเสี่ยงที่จะรายงานออกมาขาดทุนมากกว่าที่คาดไว้มากจากการตัดด้อยค่าสินทรัพย์ ไม่ว่าจะจากโครงการ Oil Sand ในแคนาดาอาจถูกด้อยค่าราว 600-700 ล้านเหรียญสหรัฐ และยิ่งไปกว่านั้นการด้อยค่าของสินทรัพย์จะไม่จำกัดอยู่แค่โครงการ Oil Sand เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการมอนทาราที่ออสเตรเลีย โครงการทะเลน้ำลึกในบราซิล และโครงการโมซัมบิกที่พัฒนาล่าช้า ทำให้ค่าใช้จ่ายพิเศษสำหรับการด้อยค่าสินทรัพย์อาจพุ่งอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ PTTEP ต้องขาดทุนเกินกว่า 3 หมื่นล้านบาท

กระทบโดยตรงต่อ PTT ถือหุ้น PTTEP อยู่ราว 65% โดยกำไรของ PTT อาจหายไปประมาณ 1.95 หมื่นล้านบาท โดยรวมกำไรกลุ่มพลังงานมีความเสี่ยงที่จะต้องสูญไปประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับกำไรของกลุ่มธนาคารที่ลดลงไปจากประมาณการเดิมราว 8,000 ล้านบาท จะทำให้ EPS ปี 2558 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้เดิม 94 บาท/หุ้น อาจเหลือเพียง 86 บาท/หุ้น Valuation ของ SET Index จะแพงขึ้นมาอยู่ในระดับ Expected PER ปี 2558 16.5 เท่า ทันที ซึ่งจะทำให้ตลาดเหลือ Upside ในช่วงที่เหลือของปีนี้จำกัดมาก และกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้ SET Index อาจต้องมีการย่อตัวเพื่อลดระดับความแพงลง

อย่างไรก็ตาม หากตัดกำไรของกลุ่มธนาคารที่ประกาศงบกันเสร็จสิ้นไปเรียบร้อย รวมถึงตัดกำไรของ PTT และ PTTEP ออก จะพบว่าตลาด (Consensus) ยังประเมินกำไรรวมของตลาดในงวด 3Q58 ไว้ที่ระดับ 1.14 แสนล้านบาท สูงกว่า 3Q57 เกือบ 11% สะท้อนว่าตลาดยังคงมองภาคการผลิตอื่นๆ จะเติบโตขึ้น ตรงนี้หากกลุ่มอื่นๆ สามารถรายงานงบออกมาได้อย่างที่ตลาดคาดหมายหรือมากกว่าที่คาด เชื่อว่าจะเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดแรงเก็งกำไรงบ และจะเป็นตัวประคองตลาดให้ไม่ลงต่ำกว่า 1,380 จุด ไปจนถึงสิ้นเดือน ต.ค. 2558 และเมื่อเข้าสู่เดือน พ.ย.–ธ.ค. คาดว่าตลาดจะมีแรงหนุนจากการส่งคำสั่งซื้อ LTF และดันให้ SET Index ขึ้นเกิน 1,440 จุด อีกครั้ง

สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตามกันในสัปดาห์นี้คือ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐ หรือการประชุม FOMC ตลาดมีการคาดหมายกันว่า Fed น่าจะยังไม่ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย โดยดูได้จากการคำนวณความน่าจะเป็นจาก Fed Fund Futures ปัจจุบันเหลือโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. 2558 เพียง 6% (ลดลงจากสัปดาห์ที่แล้วที่ 10%) และจากการสำรวจของ Bloomberg ต่อบรรดานักเศรษฐศาสตร์จำนวน 58 คน พบว่ามีเพียง 1 คน ที่คิดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 0.5% ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ (33 จาก 52 คน) คาดว่า Fed จะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน ธ.ค. 2558

ข่าวล่าสุด

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย

ทรู ผนึก โค้ก ส่งแคมเปญ “คู่อร่อยซ่าล่าคะแนน” แจกพอยท์ร้านอาหารทั่วไทย