posttoday
จับทิศรับมือทีพีพี (2) นุ่งห่มยกทัพบุกเวียดนาม

จับทิศรับมือทีพีพี (2) นุ่งห่มยกทัพบุกเวียดนาม

20 ตุลาคม 2558

“ช่วง 1-2 ปีนี้ โอกาสที่การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะเติบโตนั้นยากมาก เรียกว่าแทบจะเป็นศูนย์”

“ช่วง 1-2 ปีนี้ โอกาสที่การส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะเติบโตนั้นยากมาก เรียกว่าแทบจะเป็นศูนย์”

นี่คือสถานการณ์ที่ ยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นหลัง 12 ชาติสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) บรรลุข้อตกลง

เขาวิเคราะห์ว่า สินค้าประเภทหนึ่งที่ไทยจะได้รับผลทันทีคือ สินค้าชุดกีฬา เนื่องจากหากจะส่งออกไปสหรัฐจะมีภาษีสูงถึงเกือบ 30% ขณะที่เวียดนามจะเสียภาษี 0% เป็นอัตราภาษีที่ต่างกันจนไทยไม่สามารถแข่งขันได้

สำหรับทางออกที่สมาคมมองในเบื้องต้น คือ 1.เอกชนไทยต้องเร่งจังหวะการขยายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกทีพีพี 2.เร่งขยายตลาดส่งออกใหม่ในเอเชีย เช่น จีน เนื่องจากจีนไม่ได้เป็นสมาชิกทีพีพี และยังมีอัตราการขยายตัวได้ปีละมากกว่า 10%

3.จับคู่ธุรกิจกับบริษัทลูกค้าญี่ปุ่น เนื่องจากมีแนวโน้มสูงมากว่าเวียดนามจะเน้นจับตลาดสหรัฐเป็นหลัก เพราะสหรัฐมักสั่งสินค้าครั้งละล็อตใหญ่ และไม่ได้มีมาตรฐานละเอียดแบบญี่ปุ่น ทำให้ผู้ประกอบการไทยซึ่งมีความพร้อมด้านมาตรฐานและมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับญี่ปุ่นอยู่แล้ว เจาะตลาดญี่ปุ่นได้ และ 4.ภาครัฐต้องแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่าสนใจจะเข้าร่วมทีพีพี

“หากภาครัฐไม่มีท่าทีที่ชัดเจนว่าสนใจจะเข้าร่วมในหนึ่งปีนี้ เชื่อว่าลูกค้าเครื่องนุ่งห่มคงไม่รอไทย”

ขณะที่ วัลลภ วิตนากร ประธานบริหาร บริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล เล่าว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานอยู่ในไทย กัมพูชา ลาว และเวียดนาม สำหรับเวียดนามเข้าไปลงทุนได้ 3 ปีแล้ว เนื่องจากเห็นแนวโน้มว่าเวียดนามจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเวลาส่งออกไปตลาดสำคัญอย่างสหรัฐ จากการร่วมวงเจรจาทีพีพีมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีโอกาสจะได้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปตลาดยุโรปหลังเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) สหภาพยุโรป-เวียดนามด้วย

“ภายใน 2 ปีจากนี้ เราจะขยายกำลังการผลิตในเวียดนามอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ทั้งกัมพูชา ลาว และเวียดนาม มีกำลังการผลิตใกล้เคียงกัน อนาคตกำลังการผลิตในเวียดนามจะเป็น 2 เท่าของประเทศอื่น”

ปัจจุบัน “ท็อปไฟว์” ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยล้วนขยายฐานการผลิตไปในเวียดนามแล้วทั้งสิ้น และมีแนวโน้มขยายฐานในเวียดนามมากขึ้น แม้ผลิตภาพแรงงานในไทยยังสูงกว่าเวียดนาม แต่ไทยเองประสบปัญหาค่าแรงสูง ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ขณะที่เวียดนามจะส่งออกสินค้าต่างๆ ไปยังสหรัฐได้ด้วยภาษี 0% ขณะที่ประเทศนอกกลุ่มเสียภาษีส่งออกใยสังเคราะห์ไปสหรัฐ 28.5% ผ้าที่ทำจากฝ้าย 17.8% สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะช่วยแบ่งเบาต้นทุนและราคาขาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจสั่งซื้อของลูกค้า

ทั้งนี้ ตลาดผู้นำเข้าเครื่องนุ่งห่มที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้ 3 ตลาด ได้แก่ สหรัฐ ปีละ 8.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สหภาพยุโรป ปีละ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และญี่ปุ่น 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

วัลลภ วิเคราะห์ว่า สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็น คือภาครัฐแสดงท่าทีให้ชัดเจนว่าไทยสนใจจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพี เพราะมีผลทางจิตวิทยาอย่างชัดเจนต่อบริษัทและประเทศผู้ซื้อ เพื่อให้เขายังคงยอดสั่งซื้อสินค้าหรือฐานผลิตในไทยเอาไว้ แม้อาจจะไม่คงไว้ 100% ก็ตาม โดยที่ผ่านมากลุ่มผู้ประกอบการเครื่องนุ่งห่มได้เข้าไปเสนอเรื่องนี้ต่อกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมาแล้ว

“เวียดนามน่าจะต้องใช้เวลาอีก 5 ปี กว่าจะสามารถทำตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ Yarn Forward ภายใต้ความตกลงทีพีพีได้ เพราะเวียดนามมีวัตถุดิบสำหรับผลิตเสื้อผ้าเพียง 20% ของปริมาณที่เวียดนามส่งออก ปัจจุบันยังต้องนำเข้าวัตถุดิบจากจีนและไทย ไม่ใช่ประเทศในกลุ่มทีพีพี หากไทยเจรจาเร็วก็ยังมีโอกาสอยู่บ้าง”

เมื่อถามว่าความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) จะมีส่วนช่วยอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในอนาคตได้หรือไม่ วัลลภ วิเคราะห์ว่า ชาติสมาชิก 16 ประเทศคงไม่สามารถผลักดันให้อาร์เซ็ปเกิดได้ทันปลายปีนี้ เพราะการเจรจากับอินเดียน่าจะต้องใช้เวลา เชื่อว่าอาร์เซ็ปจะเกิดได้จริงๆ ในปลายปี 2559

ที่สำคัญ แม้อาร์เซ็ปจะเกิดขึ้นมาได้ แต่ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นตลาดผู้นำเข้าหลักเหมือนกับสมาชิกทีพีพี ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ผลิตเพื่อส่งออกด้วยกัน ขณะที่เกาหลีใต้ก็มีฐานการผลิตหลักในเวียดนามอยู่แล้ว

ข่าวล่าสุด

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี

วัย 60+ ยังมีไฟ จัดหางานดันผู้สูงอายุมีงานทำ สร้างรายได้กว่า 116 ล้านต่อปี