
ถกปตท.ยืดอายุก๊าซอ่าวไทย
กรมเชื้อเพลิงฯ ถก ปตท. หาทางยืดอายุการขุดก๊าซฯ ในอ่าวไทยหวังรักษาปริมาณสำรอง
กรมเชื้อเพลิงฯ ถก ปตท. หาทางยืดอายุการขุดก๊าซฯ ในอ่าวไทยหวังรักษาปริมาณสำรอง
นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่ต้องเร่งดำเนินการมีอยู่ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ การบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมสองแห่งที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 การยืดอายุแหล่งก๊าซธรรมชาติเพื่อรักษาปริมาณสำรองของประเทศ สุดท้ายคือการปรับโครงสร้างแผนงานในการดูแลการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และถ่านหิน
นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า จะหารือกับทางผู้บริหาร บริษัท ปตท. เพื่อหาทางยืดอายุแหล่งก๊าซฯ เพื่อรักษาปริมาณสำรองก๊าซฯ ให้มีเหลือนานที่สุด โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษา เพราะปัจจุบัน ปตท.ใช้ก๊าซฯ จากแหล่งต่างๆ มาใช้งานรวมเกิน 15% จากค่าเฉลี่ยที่สามารถดำเนินการได้ แม้ว่าจะไม่เกินจากปริมาณที่ตกลงทำสัญญาไว้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม จะต้องไปพิจารณาว่าหากลดการใช้ก๊าซฯ ในอ่าวไทยลงมา จะต้องมีการนำเข้าแอลเอ็นจีทดแทนในสัดส่วนเท่าไหร่และราคานำเข้าเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาก๊าซฯ โดยเฉพาะผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า
ปัจจุบันไทยมีตัวเลขปริมาณสำรองก๊าซฯ ที่พิสูจน์แล้ว 7.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) ยังไม่รวมปริมาณสำรองที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ซึ่งเฉลี่ยแล้วปริมาณสำรองก๊าซฯ จะใช้ได้อีก 6-7 ปีข้างหน้า
สำหรับการกำกับดูแลการนำเข้าแอลเอ็นจีและถ่านหินนั้น ถือเป็นภารกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมาย โดยจะเสนอ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน พิจารณาเพิ่มกำลังคนในหน่วยงานที่จะจัดตั้งเป็นกองบริหารจัดการแอลเอ็นจีเพื่อดูแลปริมาณนำเข้า การจัดหา และราคาให้สอดคล้องแผนบริหารก๊าซธรรมชาติ (2558-2579) ของกระทรวงพลังงาน
นอกจากนี้ การกำกับดูแลเรื่องถ่านหินจะต้องบูรณาการใหม่ทั้งหมด เพราะเดิมนั้นไม่มีเจ้าภาพแต่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ทำให้การบริหารจัดการไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ดังนั้น ในระยะแรกจะเสนอให้ตั้งเป็นคณะกรรมการหรือคณะทำงาน มีกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีปลัดกระทรวงพลังงานมาเป็นประธาน เพื่อเข้ามาพิจารณากฎหมายต่างๆ และภารกิจของแต่ละหน่วยงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งหาเจ้าภาพเพื่อให้การบริหารจัดการถ่านหินมีประสิทธิภาพ







