posttoday
เสนาฯกระจายเสี่ยง จากอสังหาฯสู่พลังงานทางเลือก

เสนาฯกระจายเสี่ยง จากอสังหาฯสู่พลังงานทางเลือก

19 ตุลาคม 2558

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

โดย...โชคชัย สีนิลแท้

การแข่งขันในสมรภูมิธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต่างต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง  ตัวอย่างนี้เห็นได้จาก เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มายาว นานกว่า 30 ปี ดำเนินธุรกิจหลักคือพัฒนาบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม มุ่งเจาะตลาดระดับต่ำ-ปานกลาง ได้ขยายไลน์ธุรกิจมาสู่พลังงานทางเลือก เพื่อกระจายการลงทุนและลดความเสี่ยงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2555 ประชากรโลกมีมากถึง 7,000 ล้านคนแล้ว นั่นหมายถึงการบริโภคจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งเมื่อลงลึกไปถึงปัจจัยสี่ เรื่องที่อยู่อาศัยมีการใช้พลังงานในปริมาณมากขึ้นในแต่ละครัวเรือน เพราะคนยิ่งมากยิ่งใช้พลังงานเยอะ และเราต้องการพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดสิ้นไปง่ายๆ

ทั้งนี้ เมื่อพลังงานถ่านหินและก๊าซธรรมชาติกำลังจะหมด นิวเคลียร์ก่อให้เกิดความเสี่ยงในราคาที่สูงเกินจะรับไหว นวัตกรรมใหม่ที่กำลังมาแรงเรื่อยๆ เห็นจะได้แก่พลังงานน้ำและแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเริ่มเป็นพลังงานทางเลือกในระดับครัวเรือน และเป็นปัจเจกมากขึ้น อาทิ รถยนต์ที่ใช้น้ำเป็นพลังงาน และบ้านใช้พลังงานแสงอาทิตย์

“ในยุคที่เรากำลังจะเดินทางไปเที่ยวอวกาศหรือเตรียมจะไปอยู่บนดาวอังคาร ยังต้องพึ่งพิงพลังงานธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ที่ไหนลมแรงก็ติดตั้งกังหันผลิตไฟฟ้า หรือหากแดดจัดก็เหมาะกับการติดตั้งแผงโซลาร์รูฟ” เกษรา กล่าว

ปัจจุบันพลังงานทางเลือกที่สะอาดและยากจะหมดไป คือความหวังใหม่ที่สามารถผลิตได้ในครัวเรือนและสามารถลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมากมาย การมีบ้านประหยัดพลังงานจึงกลายเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังก่อตัวในบ้านเราเช่นเดียวกับทั่วโลก เนื่องจากกระแสการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานนั้น ได้ขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้นและได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นจากภาครัฐและเอกชน ปัจจุบันจะเห็นมีนักพัฒนาอสังหา ริมทรัพย์หลายรายนำเสนอบ้านพร้อมโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน หรือแผงพลังงานแสงอาทิตย์ติดบนหลังคา

การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ หรือโซลาร์รูฟตามที่อยู่อาศัย จะมีเหตุผลหลักด้วยกัน 2 ประการ เริ่มจากประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์นั้น จะช่วยให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าภายในบ้านได้ ซึ่งช่วยเจ้าของบ้านลดภาระค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน เหตุผลประการต่อมาคือ การสร้างรายได้ เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายย่อยตามโควตาที่ภาครัฐกำหนด

ทั้งนี้ ต้องทำการขอใบอนุญาตที่เรียกว่า PPA จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)   ซึ่งรัฐบาลรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอัตรา 6.85 บาท/วัตต์ มีสัญญาอายุ 25 ปี หรือเฉลี่ย 3,200 บาท/เดือน หรือประมาณ 4.2 หมื่นบาท/ปี  ตรงนี้ถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ของเจ้าของบ้านที่ติดตั้งที่ต้องการขายไฟให้รัฐ เปรียบเหมือนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอที่สร้างรายได้ให้กับเจ้าของบ้าน  กฟน.จะจ่ายค่าไฟฟ้าที่ผลิตและขายได้ในแต่ละเดือนให้แก่เจ้าของบ้านที่เป็นคู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยการโอนเข้าบัญชี  

แม้ว่าปัจจุบันภาครัฐจะรับซื้อไฟฟ้าจากแผงโซลาร์รูฟไม่มาก  แต่ก็มีแนวโน้มที่จะซื้อเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากรัฐมีนโยบายที่จะส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทนอย่างชัดเจนและด้วยต้นทุนต่ำ แผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงมีแนวโน้มหาซื้อได้ง่ายขึ้น เชื่อว่าในอนาคตจะมีการติดตั้งมากขึ้น ทั้งเพื่อการประหยัดพลังงานและเป็นช่องทางการหารายได้อีกทางหนึ่งของครัวเรือน

ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนในโครงการโซลาร์รูฟไปประมาณ  500 ล้านบาท ในการจัดตั้งบริษัทลูกที่มาดูแลด้านโซลาร์รูฟโดยเฉพาะ และเริ่มติดตั้งกับโครงการบ้านแนวราบ และทาวน์โฮมในล็อตใหม่ๆ ทุกโครงการ พร้อมกับจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับ 8 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 4 โครงการ ที่สามารถขายไฟให้กับการไฟฟ้าฯ และโฮมออฟฟิศ 4 โครงการ ที่เจ้าของสามารถนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้เพื่อลดค่าไฟฟ้า และในโครงการรุ่นต่อไป กฟน.มีนโยบายว่าหากติดตั้งโซลาร์รูฟ ใช้พลังงานไฟฟ้าไปเท่าไหร่ เมื่อเหลือพลังงานไฟฟ้าก็สามารถขายคืนให้กับการไฟฟ้าฯ ได้ด้วย ถือว่าจะยิ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก หากจะเริ่มติดในอีก 2 ปีข้างหน้า

แผงโซลาร์รูฟที่ติดตั้งบนหลังคาบ้านของลูกบ้านในโครงการของเสนาฯ จะมีขนาด 3.5 กิโลวัตต์ แต่ลูกบ้านสามารถเลือกติดตั้งแผงขนาดใหญ่กว่านี้ไปจนถึงระดับ 10 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นหน่วยที่รัฐกำหนดรับซื้อไว้เท่านี้ ซึ่งเสนาฯ เลือกทำที่ขนาด 3.5-4 กิโลวัตต์ เพราะจะไม่ทำให้ต้นทุนแพงเกินไป โดยค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแผงโซลาร์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นบาท แต่เสนาฯ คิดที่ราคากิโลวัตต์ละ 6 หมื่นบาท แผงขนาด 3.5 กิโลวัตต์ จะมีราคาประมาณ 2 แสนบาท  ขณะที่ในช่วงหลังต้นทุนแผงโซลาร์นั้นลดลงเรื่อยๆ ที่ถือเป็นกำไรที่เพิ่มให้กับการซื้อบ้าน

“ปัจจุบันโครงการของเสนาฯ ลูกบ้านมีการติดตั้งไปแล้ว 20 ยูนิต แต่เสนาฯ มีโกดังย่านสุขุมวิทติดโซลาร์รูฟไว้บนหลังคา ที่นั่นสร้างพลังงานได้ 750 กิโลวัตต์ มีการติดตั้งประมาณ 1,000 แผง และมีการทำโซลาร์ฟาร์มที่สระบุรีและนครปฐม ซึ่งบริษัทร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่ม บี.กริม เพาเวอร์  ติดตั้งไปประมาณ 1.5 แสนแผง” เกษรา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ขยายธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ในระยะยาว หรือธุรกิจที่มีรายได้มาจากค่าเช่า ไม่ว่าจะเป็นอพาร์ตเมนต์ สนามกอล์ฟ คอมมูนิตี้มอลล์ โกดังสินค้า ปัจจุบันมีรายได้จากค่าเช่าประมาณ 10% ต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เกษรา กล่าวทิ้งท้ายว่ากลยุทธ์การบริหารในยุคต่อไปนี้ ทำอย่างไรจะบริหารต้นทุนให้ได้ดีที่สุด  เพราะการควบคุมต้นทุนหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะราคาที่ดินเป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ขั้นตอนการก่อสร้างไปจนถึงการบริหารหลังการขายนั้นสามารถดำเนินการได้ ทำอย่างไรจะบริหารให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งการนำโซลาร์รูฟมาใช้ถือเป็นหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน