
เก็งค่าเงิน ดันบาทแข็งค่าสุดใน 2 เดือน
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.15-35.60 ในสัปดาห์นี้ เงินบาทมีแนวโน้มจะยังเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากการซื้อขายช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปเป็นช่วงปลายปีนี้ หรือปีหน้า ซึ่งนักลงทุนพร้อมจะเทขายสินทรัพย์ของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยทันที หากเฟดเริ่มส่งสัญญาณว่าพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ดังนั้นการแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น ก่อนที่เฟดจะประชุมนโยบายการเงินครั้งต่อไปวันที่ 27-28 ต.ค.
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 35.15-35.60 ในสัปดาห์นี้ เงินบาทมีแนวโน้มจะยังเคลื่อนไหวผันผวน เนื่องจากการซื้อขายช่วงนี้ ส่วนใหญ่เป็นการเข้ามาเก็งกำไรของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกออกไปเป็นช่วงปลายปีนี้ หรือปีหน้า ซึ่งนักลงทุนพร้อมจะเทขายสินทรัพย์ของประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยทันที หากเฟดเริ่มส่งสัญญาณว่าพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ดังนั้นการแข็งค่าของเงินบาทอาจเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น ก่อนที่เฟดจะประชุมนโยบายการเงินครั้งต่อไปวันที่ 27-28 ต.ค.
ทั้งนี้ นักลงทุนในตลาดสัญญาดอกเบี้ยล่วงหน้าของสหรัฐ เชื่อว่ามีโอกาสเพียง 6% เท่านั้นที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค. และ 30% ในเดือน ธ.ค. หากเราเชื่อว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. เฟดก็อาจเริ่มส่งสัญญาณเพื่อให้ตลาดเตรียมรับมือในการประชุมเดือน ต.ค.ก็เป็นได้ ซึ่งนั่นจะทำให้เงินเหรียญสหรัฐกลับมาแข็งค่าในระยะกลาง
ดังนั้น เราจึงแนะนำให้ผู้นำเข้าทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่เงินเหรียญสหรัฐยังอ่อนค่า ซึ่งเรามองว่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าอยู่ เนื่องจากไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญมาก แต่นักลงทุนจะหันมาจับตาการให้สัมภาษณ์ของ เยลเลน และประธานเฟดคนอื่นๆ ในวันจันทร์และอังคาร รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ อาทิ ยอดขายบ้านมือสองและตัวเลขภาคการผลิต อีกปัจจัยที่มีความสำคัญต่อสกุลเงินเอเชีย คือ จีดีพีจีนในไตรมาส 3 และตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนที่จะออกมาในวันจันทร์ นอกจากนี้เราจะได้รับฟังความเห็นของธนาคารกลางยุโรปที่จะประชุมกันในวันพฤหัสบดี
ในสัปดาห์ก่อน เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับอ่อนค่าที่สุด ที่ 35.68 มาแข็งค่าสุดที่ 35.11 ก่อนจะซื้อขายที่ 35.30 ในวันศุกร์ เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยในปริมาณสูง โดยเฉพาะพันธบัตรอายุน้อยกว่า 1 ปี เพื่อหากำไรระยะสั้นจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น โดยจะเห็นว่าปริมาณการเข้าซื้อพันธบัตรปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน นับตั้งแต่วันที่ 12 ต.ค. ซึ่งเป็นวันที่เงินบาทแข็งค่ามาต่ำกว่ารับ 35.50 เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ โดยนักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรในปริมาณสุทธิกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท และเข้าซื้อหุ้นกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์ก่อน โดยเราเริ่มเห็นนักลงทุนเทขายพันธบัตรเพื่อทำกำไร เมื่ออัตราผลตอบแทนลดลงมาที่ 1.6%, 2.2% และ 2.6% สำหรับพันธบัตรอายุ 2, 5 และ 10 ปี หากนักลงทุนเข้ามาลงทุนในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะได้ผลตอบแทนจากราคาของพันธบัตรที่เปลี่ยนแปลง และค่าเงินถึง 2.5-3.1%







