posttoday

การใช้กำลังในการจับกุมผู้ต้องหา

15 ตุลาคม 2558

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีคดีพิพาทระหว่างตำรวจกับประชาชน โดยประชาชนกล่าวหาตำรวจว่าใช้ความรุนแรงในการจับกุม ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้วิธีการจับที่ไม่เหมาะสม เน้นวิสามัญฆาตกรรม ไม่ได้เน้นการใช้กำลังเพื่อจับ ทำให้ภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย ตัวอย่างคดีตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทนายคลายทุกข์จะนำมาเสนอเป็นรายคดีดังนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีคดีพิพาทระหว่างตำรวจกับประชาชน โดยประชาชนกล่าวหาตำรวจว่าใช้ความรุนแรงในการจับกุม ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้วิธีการจับที่ไม่เหมาะสม เน้นวิสามัญฆาตกรรม ไม่ได้เน้นการใช้กำลังเพื่อจับ ทำให้ภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย ตัวอย่างคดีตามที่ปรากฏเป็นข่าว ทนายคลายทุกข์จะนำมาเสนอเป็นรายคดีดังนี้

คดีแรก ท้องที่สถานีตำรวจ นครบาลบางนา กล่าวหาว่าตั้งด่านลอยหรือด่านจ๊ะเอ๋ และมีชายสองคนพุ่งพรวดออกมาจากข้างทางในยามวิกาล เป็นเหตุให้เด็กหญิงอายุประมาณ 15 ปี ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นการเข้าใจผิดกันและไม่มีด่านลอย แต่เป็นด่านที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย และพฤติการณ์ในการจับก็ไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย ทนายคลายทุกข์จึงฝากเตือนไปยังประชาชนที่ชอบโพสต์ด่าตำรวจด้วยข้อความอันเป็นเท็จ อาจต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(1) มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คดีที่สอง เป็นกรณีจับกุมผู้ต้องหาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และมีภาพตำรวจใช้เท้าเตะผู้ต้องหาและตบเข้าที่ศีรษะ ซึ่งตำรวจในคดีดังกล่าวก็อธิบายว่า ผู้ต้องหาขัดขวางพยายามจะวิ่งหนี จึงมีการใช้เท้าเตะแต่ไม่แรงเพียง 1 ครั้ง พฤติการณ์ในการจับกุมดังกล่าวจะเหมาะสมหรือไม่ ควรทำหรือไม่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจะมีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน แต่สำหรับทนายคลายทุกข์แล้วเห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรระมัดระวังในการใช้ความรุนแรงกับผู้ต้องหาเพราะภาพที่ปรากฏทางสื่อออนไลน์เป็นหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน แก้ตัวยาก

คดีที่สาม การจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ภาพทางสื่อออนไลน์เห็นชัดแจ้งว่า ตำรวจมีการถีบรถจักรยานยนต์ของผู้ต้องหาเพื่อสกัดจับและขับมาด้วยความเร็ว จนต่อมาเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต จนมีการล้อมสถานีตำรวจและมีความวุ่นวาย เผาสถานที่ราชการและทรัพย์สินของทางราชการอื่นๆ รวมทั้งตำรวจได้รับบาดเจ็บ กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ตำรวจต้องใช้ความระมัดระวังให้มากกว่านี้ในการจับกุมเช่นเดียวกัน

คดีที่สี่ การจับกุมคนร้ายยาเสพติดย่านสวนสยาม ตำรวจวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงคนร้ายเพื่อป้องกันตัวและพลาดไปโดนเด็กอายุ 16 ปี ได้รับบาดเจ็บ กรณีนี้ตำรวจก็ถูกตำหนิติเตียนจากสังคมว่าใช้วิธีการจับกุมไม่เหมาะสมเช่นกัน ซึ่งตำรวจก็ออกมายอมรับผิดและเยียวยาความเสียหายแล้ว

ตัวอย่างคดีที่ตำรวจจับกุมคนร้ายและมีการต่อสู้กับคนร้าย ที่ศาลฎีกาเคยตัดสินในอดีตที่ผ่านมามีดังต่อไปนี้

กรณีแรก เจตนายิงคนร้ายเนื่องจากคนร้ายชักปืนออกจากเอวแล้ว ตำรวจยิงคนร้ายพลาดไปถูกบุคคลอื่น กรณีนี้ถือเป็นการกระทำโดยพลาด โดยอ้างป้องกันได้ (อ้างอิง ฎ.2285/2528, 205/2516, 8534/2544)

กรณีที่สอง ตำรวจยิงคนร้ายแต่คนร้ายยังไม่ได้ชักปืนออกจากเอว เพียงแต่ตำรวจเกรงว่าคนร้ายจะชักปืนออกมายิง ตำรวจจึงยิงคนร้ายพลาดไปถูกบุคคลอื่น อ้างป้องกันไม่ได้ (อ้างอิง ฎ.5664/2540)

กรณีที่สาม ตำรวจเจตนายิงยางรถยนต์ของคนร้ายเพื่อป้องกันมิให้หลบหนี และพลาดไปถูกเด็ก ไม่ใช่การกระทำโดยพลาด จะรับผิดเพียงใดขึ้นอยู่กับว่าเป็นการกระทำโดยประมาทหรือเจตนาเล็งเห็นผล ถ้าประมาทก็มีความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายของเด็ก แต่ถ้าเล็งเห็นผลว่าบริเวณที่ยิงไปมีรถยนต์จอดติดอยู่เป็นจำนวนมากบนท้องถนน ยิงเข้าไปในกลุ่มคน ย่อมเล็งเห็นอยู่แล้วว่าจะเกิดผลร้ายกับบุคคลอื่นแน่นอน กรณีนี้มีความผิดฐานพยายามฆ่าบุคคลอื่น (อ้างอิง ฎ.2865/2553)

กรณีที่สี่ ตำรวจไม่จำเป็นต้องแจ้งคนร้ายว่าเขาต้องถูกจับ ถ้าคนร้ายต่อสู้ขัดขวาง (อ้างอิง ฎ.319-320/2521) การใช้ปืนตีศีรษะคนร้ายถือว่ารุนแรงเกินความเหมาะสม (อ้างอิง ฎ.698/2516)

กรณีที่ห้า การดิ้นรนเพื่อให้พ้นการถูกควบคุมตัว ไม่เป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน (อ้างอิง ฎ.568/2536)

กรณีที่หก การปัดป้องไม่ยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมตัว ไม่เป็นการต่อสู้หรือขัดขวางฯ (อ้างอิง ฎ.8198/2550)

กรณีที่เจ็ด ผู้กระทำผิดใช้อาวุธปืนเล็งมาทางเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อมิให้เข้าจับกุม เป็นการต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ (อ้างอิง ฎ.5249/2537)

กรณีที่แปด เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นจับกุม โดยไม่ได้แต่งเครื่องแบบหรือแสดงหลักฐานว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้ถูกตรวจค้นทำร้ายเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนา ไม่เป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน (อ้างอิง ฎ.1954/2546, 2608/2535, ฎ.148/2513)

กรณีสุดท้าย ป.วิ.อ.มาตรา 83 วรรคท้าย บัญญัติว่า ถ้าบุคคลซึ่งจะถูกจับขัดขวางหรือจะขัดขวางการจับ หลบหนีหรือพยายามจะหลบหนี ผู้กระทำการจับมีอำนาจใช้วิธีหรือการป้องกันทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับนั้น มาตรานี้ผู้จับใช้กำลังได้ตามพฤติการณ์ในการจับ ไม่ใช่การใช้กำลังวิสามัญฆาตกรรม แต่เป็นการใช้กำลังเพื่อจับกุม ใช้วิธีการทั้งหลายเท่าที่เหมาะสมในการจับกุม (อ้างอิงความเห็นของศ.(พิเศษ) เรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด)

การจับกุมคนร้ายโดยใช้กำลัง ต้องใช้กำลังเพื่อจับ ไม่ใช่ใช้กำลังเพื่อวิสามัญฆาตกรรม

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง