posttoday
ทีวีดิจิทัลเชื่อ5ปีฟื้น ดิ้นปรับผัง-เพิ่มสายป่าน

ทีวีดิจิทัลเชื่อ5ปีฟื้น ดิ้นปรับผัง-เพิ่มสายป่าน

05 ตุลาคม 2558

ยังคงมีความหวังอยู่ที่ไตรมาส 4 เหมือนกับหลายๆ ธุรกิจสำหรับทีวีดิจิทัล เพราะตลอดกว่า 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา

ยังคงมีความหวังอยู่ที่ไตรมาส 4 เหมือนกับหลายๆ ธุรกิจสำหรับทีวีดิจิทัล เพราะตลอดกว่า 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา (เริ่มออกอากาศเม.ย. 2557)  ที่ทีวีดิจิทัลเริ่มได้ใบอนุญาต ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาวะลำบาก เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณายังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากมีผู้เล่นจำนวนมาก  ส่งผลให้เจ้าของสินค้ามีทางเลือกในการซื้อสื่อโฆษณามากขึ้น หากช่องไหนเนื้อหาหรือคอนเทนต์ไม่เจ๋งจริง เรตติ้งไม่มา เม็ดเงินโฆษณาที่จะไหลเข้าช่อง ก็เป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังไม่เอื้อให้เจ้าของสินค้าออกมาใช้งบซื้อสื่อโฆษณา เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าภาครัฐจะพยายามออกมาตรการต่างๆ มากระตุ้น แต่จนถึงขณะนี้กำลังซื้อก็ยังอยู่ในภาวะซึมๆ ทรงๆ เนื่องจากภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจและเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น 

จากเหตุปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าภาพรวมทีวีดิจิทัลของไทยในปีนี้ยังคงติดลบต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา แม้ว่าขณะนี้จะเริ่มมีเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้า แต่เม็ดเงินที่ประกาศออกมาดังกล่าวก็ยังไม่สะท้อนภาพความเป็นจริง เนื่องจากราคาค่าโฆษณาที่ทำวิจัย เป็นราคาเรดการ์ด ไม่ใช่ราคาที่ขายโฆษณาจริง  ซึ่งส่วนใหญ่จะพ่วงด้วยส่วนลด

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3  กล่าวว่า  ปัจจัยที่ทำให้ภาพรวมของทีวีดิจิทัลยังมีอัตราการเติบโตติดลบที่สูง เหตุผลหลักยังคงมาจากเจ้าของสินค้า ยังคงชะลอการใช้งบซื้อสื่อโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่  ภายหลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจโลก

ขณะเดียวกัน เอเยนซีโฆษณาก็หันมาขอต่อราคาโฆษณาตามจำนวนเรตติ้งของแต่ละช่องทีวีดิจิทัล ส่งผลให้อัตราเฉลี่ยราคาโฆษณาที่ถูกเอเยนซีโฆษณาขอต่อรอง ถูกปรับลดเฉลี่ยที่ 10-30% ซึ่งนอกจากจะได้รับผลกระทบในด้านดังกล่าว  ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังได้รับผลกระทบในด้านของจำนวนนาทีในการโฆษณาที่ปรับลดลง และการขายโฆษณาที่น้อยลง

สุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังมาจนถึงขณะนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณบวกของอุตสาหกรรมโฆษณาและทีวีดิจิทัลเลยว่าจะมีเจ้าของสินค้าหันมาใช้งบซื้อโฆษณามากขึ้น เพราะส่วนใหญ่ยังคงจับตาดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทย หรือบริษัทโกลบอล  ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเหนื่อยมากขึ้น

เนื่องจากธุรกิจทีวีเป็นธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายเยอะ เพราะต้องออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง

ดังนั้นผู้ที่จะอยู่รอดได้ตลอดระยะเวลาใบอนุญาต 15 ปี จะต้องมีเงินทุนมหาศาล  เนื่องจากต้นทุนสูงไม่ว่าจะเป็นต้นทุนในด้านของคอนเทนต์ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในส่วนของต้นทุนด้านบุคลากรก็มีการปรับเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน เพราะเป็นที่ต้องการของหลายช่อง จึงทำให้มีการแย่งตัวกัน และเกิดการแข่งขันในด้านของค่าตัวบุคลากร

ปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลให้ช่วง 5 ปีแรกของการถือใบอนุญาตทีวีดิจิทัล จะยังคงเป็นปีแห่งการลงทุน หากใครสามารถอยู่ได้จนถึงปีที่ 5 เมื่อก้าวสู่ปีที่ 6 ก็จะเริ่มสบายขึ้น

สุรินทร์ กล่าวอีกว่า  ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ อยากให้ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เข้ามาดูแลในฐานะผู้ควบคุมและกำกับดูแลว่าจะทำอย่างไรจะให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลอยู่รอดขณะเดียวกันก็ควรส่งเสริมผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ไม่ใช่มีแต่ออกกติกาและออกมาตรการห้ามไปเรื่อยๆ

แม้ว่าขณะนี้สถานการณ์ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะยังน่าเป็นห่วง  แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็ยังคงใจสู้ ออกมาประกาศปรับผังรายการใหม่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้กันอย่างคึกคัก  เนื่องจากไตรมาส 4 เป็นช่วงเวลาของการสร้างรายได้เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นๆ

ทั้งนี้ ในส่วนของช่อง 3  ซึ่งมีทีวีดิจิทัลอยู่ในความดูแลถึง 3 ช่อง ออกมาประกาศแผนเชิงรุก ด้วยการวางกลุ่มเป้าหมายของทั้ง 3 ช่องให้มีความแตกต่างกัน  โดยในส่วนของช่อง 3 เอชดีจะเน้นไปที่คอนเทนต์ข่าว  ละคร และรายการวาไรตี้  เพราะเป็นจุดแข็งของช่อง 3 เอชดี ขณะที่ช่อง 3 เอสดี จะเน้นไปที่คอนเทนต์รายการกีฬาดังทั้งในประเทศและต่างประเทศ  และละครรีรันจากช่อง 3 เอชดี  ส่วนช่อง 3 แฟมิลี่ ช่อง 13 จะเน้นไปที่คอนเทนต์ซีรี่ส์ต่างประเทศ  รายการสำหรับครอบครัว และรายการกีฬาซึ่งการออกมาสร้างจุดขายดังกล่าวก็เพื่อเรียกรายได้โฆษณาเข้าช่องหลังจากภาพรวมผลประกอบการของช่อง 3 ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมายังเติบโตติดลบที่ 5-6%

สำหรับช่องที่ลอยลำเริ่มมีกำไรจากการดำเนินธุรกิจแล้ว อย่างช่องเวิร์คพอยท์  และช่อง 8 ก็ยังคงเดินหน้าขยายฐานผู้ชม  เพื่อเรียกเรตติ้งให้กับช่องกันอย่างต่อเนื่องโดยในส่วนของช่องเวิร์คพอยท์แม้ว่าไตรมาส 4 จะไม่มีการปรับผังรายการครั้งใหญ่ แต่ก็จะมีรายการใหม่ๆ มาเรียกผู้ชมต่อเนื่อง

ชลากรณ์  ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลทีวี บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ กล่าวว่า  คอนเทนต์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เบื้องต้นจะมีละครใหม่ 1 เรื่องและรายการวาไรตี้ใหม่เพิ่มขึ้น 2 รายการ นอกจากนี้ยังจะมีรายการกีฬาประเภทมวยอีก 1 รายการรวมไปถึงการนำซีรี่ส์พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลกมาออกอากาศอีกครั้งในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.30 น. ภายหลังได้ผลการตอบรับดีเกินคาด ซึ่งหลังจากปรับผังรายการใหม่ คาดว่าสิ้นปีจะมีรายได้จากช่องเวิร์คพอยท์อยู่ที่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้เพียง 500 ล้านบาทนั้น

ในส่วนของช่อง 8 เองก็มีการปรับผังรายการเรียกผู้ชมด้วยการเพิ่มรายการวาไรตี้มากขึ้น โดยล่าสุดได้จับมือร่วมกับบริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย เพื่อผลิตรายการวาไรตี้ให้ใหม่ 2 รายการขณะเดียวกันก็จะผลิตเองอีก 5 รายการ  เพื่อย้ำสัดส่วนของคอนเทนต์วาไรตี้ที่วางไว้ที่  50%  อีก 20% เป็นละคร 25% เป็นข่าว และ 5% เป็นรายการกีฬา โดยสิ้นปีช่อง 8 คาดว่าจะมีรายได้เข้าเป้าที่  1,900 ล้านบาท

หลังจากออกมาปรับผังรายการส่งท้ายปี เพื่อเรียกเรตติ้ง  หากคอนเทนต์โดน เรตติ้งมา เชื่อว่าเม็ดเงินโฆษณาที่จะไหลเข้าช่องก็น่าจะทำได้ไม่ยาก หากไม่เจอปัจจัยลบมากระทบเพิ่ม

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน