
"เกรท ไฟร์วอลจีน" อุปสรรค ธุรกิจ-การศึกษา
ในระยะยาวการจำกัดการเข้าถึงจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาจีนทำให้มุมมองต่อโลกของนักศึกษาแคบลง
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
การ (จะ) ใช้ซิงเกิ้ลเกตเวย์ของไทยมีรูปแบบเดียวกับ “เกรท ไฟร์วอล” ของจีน โดย เกรท ไฟร์วอล ของจีนมีชื่อทางการคือ “โครงการโล่ทอง” หรือเป็นการเซ็นเซอร์ประกอบกับการตรวจสอบและไม่ให้เข้าถึงเว็บไซต์ต่างชาติ โดยเฉพาะเว็บไซต์ต่างชาติที่มีเนื้อหาโจมตีประเทศจีน เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ประเทศจีนจะมีเสิร์ชเอนจิ้นของตัวเอง ในชื่อว่า “ไป๋ตู้” ขึ้นมาแทน “กูเกิล” เสิร์ชเอนจิ้นชื่อดังที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งกลายเป็นการปิดประตูไม่ให้กูเกิลเข้าไปลงทุนเสิร์ชเอนจิ้นในประเทศจีนไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ชาวจีนจำนวนมากยังคงดิ้นรนเพื่อที่จะติดต่อกับโลกภายนอกให้ได้ แม้จะเสี่ยงต่อการถูกจับและลงโทษจากรัฐก็ตาม โดยมักจะเข้าถึงเว็บไซต์ต่างชาติผ่านวีพีเอ็น หรือเครือข่ายส่วนตัวบนโลกเสมือน
กระนั้นเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ปราบปรามวีพีเอ็น เพื่อป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างชาติของประชาชนกลายเป็นว่า “เกรท ไฟร์วอล” ของจีนที่สูงอยู่แล้ว ยิ่ง “สูง” มากขึ้นไปอีก
การป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวจีนและชาวโลกในยุคดิจิทัลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับนักธุรกิจ
คริสโตเฟอร์ ดอบบิง ผู้อำนวยการว็อกมากส์ ธุรกิจขายหน้ากากกันมลพิษ เปิดเผยว่า เกรท ไฟร์วอล ทำให้ไม่สามารถใช้บริการจีเมล เฟซบุ๊ก และเครือข่ายอื่นๆ สำหรับการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้และกลายเป็นอุปสรรคทางธุรกิจไปในที่สุด
ในขณะเดียวกัน กำแพงที่สร้างขึ้นเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศยังกลายเป็นกำแพงด้านการศึกษาสำหรับนักเรียนนักศึกษาในประเทศจีนอีกด้วย โดย หลี่เฮียงไป่ ที่ปรึกษาด้านวิทยาลัยอิสระในเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า การจำกัดการเข้าถึงดังกล่าวจะส่งผลให้มุมมองต่อโลกของนักศึกษาแคบลง
“ในระยะยาวการจำกัดการเข้าถึงจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาจีนในการเข้าถึงข้อมูลด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวรรณกรรม ซึ่งจะทำให้มุมมองต่อโลกของนักศึกษาแคบลง” หลี่เฮียงไป่ กล่าวและว่าผลการค้นหาของกูเกิลและไป่ตู้มีความแตกต่างกันอย่างมาก
หลี่เฮียงไป่ไม่ใช่ผู้เดียวที่คำนึงถึงผลกระทบด้านการศึกษาจากการก่อ “กำแพงสูง” เจมส์ มาร์แชลล์ นักคอลัมนิสต์ของนิตยสารฟอร์บส์ ที่คร่ำหวอดในวงการการศึกษาเอง ก็เคยเน้นย้ำถึงผลกระทบดังกล่าวเอาไว้เช่นเดียวกัน
มาร์แชลล์ ระบุว่า แม้นักเรียนในเซี่ยงไฮ้ของจีนจะครองอันดับหนึ่งในการทดสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพีซา แต่การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับจีนในยุคที่เปลี่ยนผ่านจากการเรียนการสอนแบบ “การจำ” มาเป็นแบบ “คิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์”
“สิ่งที่ปักกิ่งไม่เข้าใจคือ การเซ็นเซอร์เป็นอุปสรรคขวางความก้าวหน้าของนักวิจัย ครูอาจารย์ และผู้ฝึกสอนในด้านวิชาการ ซึ่งจำเป็นต่อการพาประเทศจีนให้ไปสู่อีกระดับหนึ่งของวิชาการและการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่คู่แข่งจากเอเชีย ซึ่งมีประชากรขนาดใหญ่อย่างอินเดีย หรือมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ กำลังทำในสิ่งตรงกันข้ามกับจีน” มาร์แชลล์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การสร้าง “กำแพง” บางครั้งกลับกลายเป็นโอกาสในการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น การจับมือกันระหว่างคลาวด์แฟลร์ บริษัทเกิดใหม่ในสหรัฐกับไป่ตู้ของจีน ในการลงทุนเพื่อเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างชาติจากจีน หรือถนนที่มีความเร็วมากขึ้นในการเชื่อมต่อกับโลกนั่นเอง
การลงทุนดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติมากมายต่างจ้องจับตลาดจีน ซึ่งถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ แม้จะต้อง “ปีนกำแพง” ที่สูงแค่ไหนก็ตาม เช่น อูเบอร์ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นแท็กซี่และลิงก์อิน โซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับนักธุรกิจ
นอกจากนี้ จีนยังลงทุนราว 1.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 ล้านล้านบาท) ในความเร็วอินเทอร์เน็ต 4จี และสายไฟเบอร์ออปติก เพื่อเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ต ภายหลังจากที่อินเทอร์เน็ตของจีนมีความช้าตามหลังมาเลเซีย ไทย และไต้หวัน เสียอีก โดยจีนเล็งเห็นความสำคัญของยุคดิจิทัลและอี-คอมเมิร์ซต่อสภาพเศรษฐกิจของจีนที่กำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในขณะนี้
เมื่อเร็วๆ นี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน จับมือกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ให้คำมั่นจะรักษาความมั่นคงทางโลกไซเบอร์ ภายหลังจากที่ทั้งสองประเทศต่าง “แหกกำแพง” เพื่อแฮ็กข้อมูลของกันและกันอีกด้วย
ในขณะที่หอการค้าสหรัฐออกมาแฉว่า การโจมตีอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ 80% มาจากประเทศจีน ก่อนหน้านี้ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตลูกจ้างของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ก็ออกมาแฉว่าสหรัฐแอบส่องข้อมูลของจีนเช่นกัน
เรียกได้ว่า ต่อให้กำแพงสูงแค่ไหน หากมีความสามารถมากพอก็ทะลวงผ่านได้อยู่ดี
ภาพ...เอเอฟพี







