
โอกาสสตาร์ทอัพไทยรุ่ง วอนรัฐหนุนนักลงทุน
เข้าสู่โค้งสุดท้ายของโครงการดีแทค แอคเซเลอเรท แบทช์ 3 (dtac Accelerate Batch 3)
เข้าสู่โค้งสุดท้ายของโครงการดีแทค แอคเซเลอเรท แบทช์ 3 (dtac Accelerate Batch 3) โครงการปั้นสตาร์ทอัพที่ดีแทคจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ โดยมีทีมผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 6 ทีม และจะนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายพร้อมประกาศผลในวัน Demo day วันที่ 14 ต.ค.นี้
สำหรับ 6 ทีมสุดท้ายที่เข้ารอบ ได้แก่ Skootar, Super RFQ, GIZTIX, Tech4Farm, ZmyHome และ Take me Tour ที่ใช้เวลาเข้าคอร์สอบรม Intensive Boot Camp ตั้งแต่เดือน ก.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในวันเดโม่ เดย์ จะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดของสตาร์ทอัพเหล่านี้สู่การร่วมทุนและเติบโตต่อไปในอนาคต
สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และดีแทค แอคเซเลอเรท (dtac Accelerate) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า สำหรับปีนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการถึง 200 ทีม ซึ่งคัดเหลือ 20 ทีมเพื่อมานำเสนอผลงานในรอบแรก (Pitch day) จนคัดเลือกเหลือ 6 ทีมดังกล่าว และเข้าบูธแคมป์เป็นเวลา 4 เดือน
“หลังจากจัดโครงการดีแทค แอคเซเลอเรท มาแล้ว 3 ปี มีทีมที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 11 ทีมรวมปีนี้ ซึ่งจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจาก 5 ทีม เกิดการลงทุนร่วมกันแล้วคิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการวัดผลความสำเร็จได้เป็นอย่างดีและดีแทคจะเดินหน้าสานต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ ในงานเดโม่ เดย์ ยังเป็นวันที่ผู้ผ่านการคัดเลือกทุกทีมจะได้โอกาสแสดงผลงานเพื่อนำเสนอต่อสายตาผู้ลงทุน สำหรับต่อยอดไปสู่การทำธุรกิจต่อไป โดยถึงขณะนี้เริ่มมีนักลงทุนสนใจโทรเข้ามาสอบถามแล้ว เนื่องจากผู้จัดการกองทุนและผู้ลงทุนจากประเทศต่างๆ เช่น สิงคโปร์ อินโดจีน และอื่นๆ จะเสาะหาสตาร์ทอัพที่มีอนาคตจากประเทศต่างๆ เพื่อร่วมทุนไปพัฒนาต่อยอดเชิงธุรกิจ
ขณะเดียวกัน จากการดำเนินโครงการมาเข้าปีที่ 3 ทำให้เห็นได้ว่า สตาร์ทอัพไทย เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ไอเดียทางธุรกิจดีมาก แต่ที่ผ่านมาโอกาสของเด็กไทยยังเสียเปรียบเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย เนื่องจากรัฐบาลของประเทศดังกล่าวให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เช่น การใช้นโยบายภาษีเข้ามาช่วยเหลือ หรือการจดทะเบียนธุรกิจ เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยต้องยอมรับว่ายังมีจุดอ่อนในหลายด้านสำหรับธุรกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การจัดตั้งบริษัทที่ยุ่งยาก การอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติที่ยัง
ไม่เอื้อประโยชน์มากนัก ดังนั้น ภาครัฐจึงควรหาวิธีที่เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น
“มีนักลงทุนบางประเทศบอกเลยว่า หากต้องตั้งบริษัทในเมืองไทยเพื่อต่อยอดธุรกิจร่วมทุน จะไม่สนใจ ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆ พอสมควรในสายตานักลงทุนต่างชาติ”
อย่างไรก็ตาม ยังถือได้ว่าโครงการปั้นสตาร์ทอัพของดีแทคประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะจากที่ผ่านมาของผู้ได้รับการคัดเลือก เกิดการร่วมทุนทำธุรกิจถึง 65% เมื่อเทียบกับโครงการของรายอื่นๆ จะอยู่ที่ 20% เท่านั้น และในจำนวน 20% นี้ยังมีอัตราการอยู่รอดไม่ถึง 50%
“สตาร์ทอัพมาแรงมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และอีก 3 ปีข้างหน้าจะเป็นช่วงพีกสุดในประเทศและภูมิภาคนี้ ภาคอุตสาหกรรมจะเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สตาร์ทอัพอีโคซิสเต็มแข็งแกร่งขึ้น”
ขณะเดียวกัน การที่เทคโนโลยีเปลี่ยนและเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ก่อนใครจะคิดว่าธุรกิจแท็กซี่จะมีอูเบอร์ มีแกร็บแท็กซี่ ซึ่งเป็นแท็กซี่เหมือนเดิมแต่พฤติกรรมการใช้งานเปลี่ยนไป พอมีภาพใหม่มาเร็วขึ้น สตาร์ทอัพจะเติบโตเร็วมากเข้ามาสร้างปรากฏการณ์ในวงการ
เทคโนโลยีที่เข้ามาส่งผลให้สตาร์ทอัพเติบโตอย่างรวดเร็วและคิดค้นพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตกว่าจะคิดโครงการได้เรื่องหนึ่งใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาใช้เวลาเหลือปีเดียวก็ทำได้แล้ว
ขณะที่ในปีหน้าดีแทคจะขยายโครงการให้ใหญ่มากขึ้น โดยจะเพิ่มทีมที่มีผลงานได้รับการคัดเลือกเป็นอย่างน้อย 10 ทีม และจะเพิ่มงบทำตลาดจากปีนี้ใช้ไป 50 ล้านบาท เพิ่มเป็นกว่า 70 ล้านบาทในปีหน้า เพราะสตาร์ทอัพที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ เงินลงทุนก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
เพราะความเชื่อมั่นที่ว่า เด็กไทยไม่แพ้ใครในโลก จึงอยากเห็นผู้ลงทุน ผู้ประกอบการ รวมถึงภาครัฐเข้ามาสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยให้มีโอกาสแจ้งเกิดมากขึ้น เพราะในอนาคตธุรกิจเกิดใหม่เหล่านี้จะขยายเติบใหญ่และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยก็เป็นได้







