posttoday
ส่งออกหดตัวแรง ฉุดเศรษฐกิจอ่อนแอ

ส่งออกหดตัวแรง ฉุดเศรษฐกิจอ่อนแอ

01 ตุลาคม 2558

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค.โดยรวมยังคงอ่อนแอจากการส่งออกที่หดตัวมากขึ้น ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมจะสูงกว่าเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย แต่คาดว่าเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว ที่ ธปท.ยังต้องติดตามดูต่อไป

รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดือน ส.ค. โดยรวมยังอ่อนแอ แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกเป็นจุดๆ อย่างไรก็ดี การส่งออกสินค้ายังหดตัวมากขึ้นเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจ หลักๆ มาจากปิโตรเลียมที่ต่ำตามราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ทำให้มูลค่าส่งออกที่หักทองคำติดลบถึง 9.5% จากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 3.3% เพราะความต้องการจากจีนและอาเซียนชะลอตัว

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่ำจากเหตุระเบิด ทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนและมาเลเซียลดลง แต่จะเริ่มเห็นสัญญาณเข้าสู่ภาวะปกติใน 2-3 เดือนนี้ ซึ่งน่าจะเป็นภาคที่ยังสนับสนุนเศรษฐกิจได้ จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัว 24.7%

ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับดีขึ้นเล็กน้อยขยายตัว 0.3% จากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 0.5% แต่โดยรวมยังสะท้อนความระมัดระวังในการใช้จ่ายของครัวเรือน สอดคล้องกับรายได้ครัวเรือนที่ลดลง โดยเฉพาะรายได้นอกภาคเกษตรที่ลดลงจากชั่วโมงทำงานที่ลดลง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบาง

“ส่วนการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นเล็กน้อยขยายตัว 0.6% จากเดือนก่อนหน้า 0.3% ตามการนำเข้าสินค้าทุน ยอดขายรถกระบะรุ่นใหม่ และการผลิตเบียร์ที่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่คาดว่าเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวที่ยังต้องติดตามดู ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง แม้แรงส่งจะลดลงบ้างจากที่เร่งไปก่อนหน้านี้” รุ่ง ระบุ

ด้านเอกสารรายงานเศรษฐกิจและการเงิน เดือน ส.ค. 2558 ของ ธปท. ระบุว่าการลงทุนภาคเอกชนโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. อยู่ที่ 57.8% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อยที่ 58.7% รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาห กรรมที่ลดลง ทั้งธุรกิจที่เน้นตลาดในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ ปริมาณการระดมทุนรวมของภาคธุรกิจที่ปรับลดลง รวมทั้งปริมาณสินเชื่อใหม่สุทธิที่ให้กับภาคธุรกิจลดลงจากเดือนก่อนหน้า และอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2558 เพราะความต้องการสินเชื่อใหม่ยังมีจำกัดตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยยอดคงค้างสินเชื่อเดือน ส.ค. อยู่ที่ 15.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 5.3%

ด้านธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า ภูมิภาคอาเซียนมีความเสี่ยงสูงต่อความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ตั้งแต่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในมาเลเซียและอินโดนีเซีย ไปจนถึงราคาสินค้าเกษตรในประเทศไทยและเวียดนาม ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาจากการส่งออกและการผลิตอยู่แล้ว จึงคาดว่าเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 ยังคงซบเซาต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในหลายประเทศอาเซียน อาจไม่สามารถดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากแรงกดดันจากความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แต่เอชเอสบีซีมองว่า มีเพียง ธปท.เพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่น่าจะยังสามารถดำเนินนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ โดยคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในไตรมาส 4 และต้องจับตาการขึ้นมารับตำแหน่งของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ ในเดือน ต.ค.นี้

ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2558 มีสัญญาณที่อ่อนแอและความล่าช้าในการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายๆ สาขา สะท้อนผ่านเครื่องชี้ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2558 โดยเฉพาะการส่งออกที่ทรุดตัวลงแรงกว่าที่คาด รวมทั้งปัจจัยเศรษฐกิจโลกในเดือน ก.ย. 2558 ยังไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน

ปัจจัยข้างต้นทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเชื่อว่าจะส่งผลกดดันให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ไตรมาส 3 ปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.8% ต่ำลงกว่าที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0% ทำให้มีโอกาสที่อัตราการขยายตัวเฉลี่ยของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะอยู่ที่ 2.9% จะชะลอลงกว่าที่เคยคาดไว้ในครึ่งแรกปีนี้

อย่างไรก็ดี โมเมนตัมและจังหวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ น่าจะมีภาพเป็นบวกได้ชัดเจนขึ้นจากอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายชุดที่เริ่มผลักดันตั้งแต่ในช่วงปลายไตรมาส 3 และการเร่งการใช้จ่ายเม็ดเงินภายใต้งบประมาณและโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน