posttoday
บั่นทอนศักยภาพท่องเที่ยว

บั่นทอนศักยภาพท่องเที่ยว

30 กันยายน 2558

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

โดย...พีรดา ปราศรีวงค์

เบื้องหลังความสำเร็จที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยเติบโตทุกปี รายได้การท่องเที่ยวปีนี้แนวโน้มแตะ 2.2 ล้านล้านบาท ผู้ที่อยู่ในวงการกลับรู้สึกว่าการท่องเที่ยวไทยเติบโตได้โดยอัตโนมัติ โดยอาศัยสินค้าท่องเที่ยวที่หลากหลาย บวกฝีมือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นแม่ทัพใหญ่

ขณะที่การวางนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา กลับไม่เห็นภาพชัดเจนเป็นขั้นตอน และไม่เกิดความต่อเนื่องของแผนงานรองรับการเติบโตทางการท่องเที่ยวในอนาคต แผนงานส่วนใหญ่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดูได้จากโครงการพัฒนาส่วนใหญ่เป็นแบบปีต่อปี มากกว่าเป็นแผนพัฒนาระยะยาว ทำให้แนวทางการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยว (ซัพพลาย ไซด์) ไม่สอดคล้องกับความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยว (ดีมานด์ ไซด์) ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-4 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่ได้คือการบริหารจัดการไม่ลื่นไหล

หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวมีจำนวนน้อยมาก การวางแผนระยะยาวบางโครงการต้องอาศัยเวลาและจังหวะที่เหมาะสม ปัญหาอุปสรรคที่ทำให้การวางแผนพัฒนาโครงการการท่องเที่ยวไม่สามารถออกผลได้ ทั้งที่ทุกฝ่ายเข้าใจถึงเนื้องานที่ควรมีความต่อเนื่อง

พ.อ.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. แจกแจงว่า มี 4 ปัญหาอุปสรรคหลักที่บั่นทอนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสร้างการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น ได้แก่ 1.การพิจารณางบประมาณจากจำนวนผู้เสียภาษี 2.ไม่มีการจัดตั้งกองทุนแก้ปัญหาการท่องเที่ยว 3.สำนักงานคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) ไม่มีนโยบายให้งบประมาณแบบผูกพันระยะยาว และ 4.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่กล้าจัดเก็บภาษีเพิ่มจากผู้ประกอบการ เพราะกลัวจะกระทบคะแนนเสียง

อุปสรรคดังกล่าวส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาสินค้าการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว ให้เติบโตสอดคล้องกับความต้องการใช้บริการของนักท่องเที่ยว ทำให้หลายครั้งเห็นได้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ กลับไม่พร้อมรองรับ

สำหรับแนวทางการแก้ไข พ.อ.นาฬิกอติภัค แนะนำว่า 1.ควรจัดสรรงบประมาณด้านการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าใช้บริการ และการสร้างรายได้ที่เกิดขึ้นจริง อย่างเช่นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา ฯลฯ หากใช้ระบบเดิมจะทำให้รายได้จากภาษีไม่เพียงพอกับการพัฒนาการท่องเที่ยว เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีจำนวนประชากรแฝงในแต่ละพื้นที่จำนวนมาก ทำให้มีการหลีกเลี่ยงภาษี

2.ทุกพื้นที่ควรจัดตั้งกองทุนแก้ปัญหาการท่องเที่ยว รองรับกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับทุกปัญหาได้ทันท่วงที เพราะต้องยอมรับว่าการเยียวยาและเข้าถึงจากภาครัฐอาจมีความล่าช้า เช่น กรณีน้ำมันรั่วบนทะเลเกาะเสม็ด 3 ก.ก.ถ.ควรปลดล็อกการอนุมัติงบประมาณผูกพัน เพราะบางโครงการต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องกว่าจะแล้วเสร็จ ในส่วนนี้เป็นการเบิกงบประมาณปีต่อปี ไม่ใช่เบิกงบครั้งเดียว และ 4.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการให้เหมาะสม

“ภาคการท่องเที่ยวต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ที่ไทยมีปัญหาซัพพลาย ไซด์ เพราะขาดงบประมาณในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่รัฐบาลเห็นชอบ แต่ผลักภาระให้หน่วยงานที่เสนอเป็นผู้รับผิดชอบจัดสรรงบประมาณประจำของตัวเองมาขับเคลื่อน ผลลัพธ์คือไม่มีใครอยากเฉือนเนื้อตัวเอง และเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ดีกว่าเสนองานพัฒนา” พ.อ.นาฬิกอติภัค กล่าว

ขณะที่ไทยยังมีปัญหาดังกล่าว ชาติอาเซียนอื่นๆ กลับประกาศแผนการลงทุน การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน พร้อมเดินตามแผน ดังนั้นหากไทยไม่เร่งปรับตัว เท่ากับว่าจะบั่นทอนศักยภาพของประเทศที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้นำการท่องเที่ยวในอนาคต

“สำหรับแผนส่งเสริมพื้นที่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อพท.ได้เสนอพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาประกาศให้เป็นพื้นที่พิเศษ เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามหลักการของ อพท.ที่มุ่งสร้างชุมชนแข็งแกร่ง คนท้องถิ่นมีความสุขเพิ่มขึ้น” พ.อ.นาฬิกอติภัค กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน