posttoday
TFGขายหุ้นถูก1.95บาท ล้างขาดทุนเกลี้ยงปี’59

TFGขายหุ้นถูก1.95บาท ล้างขาดทุนเกลี้ยงปี’59

28 กันยายน 2558

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

โดย...ประลองยุทธ ผงงอย ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) ผู้ผลิตอาหารครบวงจรที่มีความเชี่ยวชาญการผลิตไก่และหมู ดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีหุ้นที่เข้าตามเกณฑ์ดังกล่าวประสบความสำเร็จเลยในวันแรก TFG จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้หรือไม่ จะต้องลุ้นในวันเข้าเทรดวันที่ 8 ต.ค. 2558!!!

“วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป ให้นิยามหุ้น TFG ว่าเป็นหุ้นเติบโตสูง รายได้เฉลี่ย 4 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ย 30-40% ต่อปี และกำไรเติบโตในทิศทางเดียวกัน บริษัทจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวน 1,100 ล้านหุ้น กำหนดราคาขายหุ้นละ 1.95 บาท ต่ำกว่ากรอบราคาที่มีการสํารวจความต้องการซื้อ (บุ๊กบิวดิ้ง) ระหว่าง 2.10-2.30 บาท ซึ่งสำรวจในช่วงเกิดเหตุการณ์ระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์

“เรากำหนดราคาขายหุ้นต่ำเพื่อต้องการให้ผลตอบแทนที่ดี และจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความผันผวนกระทบต่อราคาหุ้นหลายบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานดี นอกจากนั้นผลประกอบการของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 มีผลขาดทุน 928.94 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสะสมอีก 798.71 ล้านบาท”

ทั้งนี้ ราคาขายหุ้นละ 1.95 บาท ให้ส่วนลดประมาณ 45% จากราคาเหมาะสมเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ที่ 3.30 บาท และราคาไอพีโอไม่สามารถเปรียบเทียบอัตราราคาปิดต่อกำไร (พี/อี) ของกลุ่มอาหารปัจจุบันอยู่ระดับ 7 เท่าได้ เพราะการดำเนินของบริษัทยังขาดทุน

ปัญหาขาดทุนของบริษัทเป็นสถาน การณ์ชั่วคราวจากอุปทานส่วนเกินของไก่ที่กระทบต่อราคาขาย แต่ปัจจุบันเริ่มดีขึ้นและต้องติดตามว่าไตรมาส 4 จะเริ่มมีกำไรหรือไม่ ส่วนปี 2559 บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถพลิกมามีกำไร และสามารถใช้กำไรจากการดำเนินงานมาล้างผลขาดทุนสะสมทั้งหมด จึงมีโอกาสที่บริษัทจะกลับมาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้

ทางด้านรายได้ในปี 2558 จะใกล้เคียงปีก่อนที่ 17,067.20 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2560 จะเติบโตขึ้นอย่างน้อย 70-80% จากปีนี้ เนื่องจากแผนการลงทุนต่างๆ พร้อมจะรักษาการเติบโตสูงกว่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) จะดีขึ้นจากตอนนี้ที่ระดับ 15%

สำหรับวัตถุประสงค์ของการใช้เงินไอพีโอมูลค่า 2,145 ล้านบาท จะแบ่งไปขยายธุรกิจไก่ในปี 2559 สุกรและอาหารสัตว์จำนวน 1,000 ล้านบาท โดยมีการลงทุนที่สำคัญคือโรงงานผลิตไส้กรอก ปรับปรุงโรงงานผลิตชิ้นส่วนไก่เพื่อการส่งออก  ขยายฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ไก่และสุกร รวมถึงโรงงานอาหารสุนัข

ขณะเดียวกันยังลดภาระด้านการเงิน นำเงินชำระคืนหนี้ระยะสั้น 1,000 ล้านบาท และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 45.37 ล้านบาท หลังไอพีโออัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) จะลดเหลือ 1.5-1.6 เท่า จากเดิมที่ 3.3 เท่า สำหรับในปี 2559-2560 ตั้งงบลงทุนรวมไว้ประมาณ 2,670 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไก่จำนวน 3 ล้านตัว/สัปดาห์ มีแผนเพิ่มเป็น 3.5 ล้านตัว/สัปดาห์ ใน 2 ปีข้างหน้าจากโรงงานเดิม ส่วนสุกรขุนคาด 4 ปีข้างหน้าจะเพิ่มกำลังการผลิตจาก 5 หมื่นตัว/เดือน เป็น 2 แสนตัว/เดือน ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 3 แห่ง มีกำลังผลิตรวม 1.2 แสนตัน/เดือน ประมาณ 90% จะใช้เองภายในฟาร์มของบริษัทและฟาร์มคอนแทกต์ ขณะนี้ยังใช้กำลังการผลิตไม่เต็มที่ สามารถรองรับการเติบโตธุรกิจไก่และสุกรได้ในอนาคต

อย่างไรก็ดี บริษัทเห็นโอกาสการขยายช่องทางการจำหน่ายจากเดิมที่มีการขายในประเทศเป็นหลัก คือ กลุ่มผู้ค้าส่งประมาณ 65% ของยอดขายทั้งหมด โมเดิร์นเทรดและลูกค้าอุตสาหกรรมประมาณ 25% ส่วนที่เหลือขายผ่านสาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดปัจจุบันมี 12 สาขา บริษัทจะปรับกลยุทธ์เพิ่มการส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารสำเร็จรูป ซึ่งผลิตเพื่อส่งออกทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ เพราะทั้งสองตลาดมีขนาดใหญ่เติบโตสูง ราคาขายเฉลี่ยที่สูงกว่าตลาดปกติในประเทศ มีอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) สูง 10-15% จากขายในประเทศเป็นตัวเลขหลักเดียว

ตลาดส่งออกหลักยังเป็นยุโรปกับญี่ปุ่น มีการกำหนดมาตรฐานและคุณภาพความปลอดภัยที่สูงกว่าราคาไก่มีเสถียรภาพ จะมีสัญญาขายล่วงหน้าระหว่าง 1 เดือน-1 ปี บริหารการตลาดและต้นทุนได้ง่าย เปรียบเทียบกับราคาในประเทศที่ค่อนข้างผันผวนเปลี่ยนแปลงเร็วเป็นรายวัน

ในปี 2562 ตั้งเป้าจะมียอดขายจากกลุ่มอุตสาหกรรมและส่งออกเกิน 60% เน้นการเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานสินค้าพรีเมียม เพิ่มกำลังผลิต 20% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยการบริโภคไก่ในประเทศที่ประมาณ 5% ต่อปี เพิ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม อัตรากำไรขั้นต้นสูงระดับ 20-25% อาทิ ไส้กรอก ลูกชิ้น อาหารสัตว์ โรงงาน ไก่ปรุงสุกเพื่อการส่งออก คาดจะมียอดขายประมาณ 10-15% ของยอดขาย

“เราจะเติบโตอย่างยั่งยืน ทำในสิ่งที่ถนัด หมูกับไก่เป็นหลัก เน้นไปสู่ตลาดที่แข่งขันด้วยคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยเพราะมีมาร์จิ้นสูง รวมถึงต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูง นำของที่เคยเป็นของเหลือมาผลิตสินค้า ทำให้ไม่ต้องแข่งขันด้านราคาที่มีมาร์จินต่ำ” วินัย กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน