
‘ทวารัฐ’ เปิดเกมรุก ถอดสลักโรงไฟฟ้าถ่านหินใต้
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (แผนพีดีพี 2015) เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีหัวใจสำคัญของแผน คือ ลดพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าจากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 65% ให้เหลือ 40% ในช่วงปลายแผน และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นสัดส่วน 23% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 10%
ส่งผลให้จะต้องมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง จากโรงไฟฟ้าใหม่ที่จะมีการสร้างในช่วง 20 ปีข้างหน้า จำนวน 31 โรง มูลค่าลงทุน 6.7 แสนล้านบาท
ท่ามกลางกระแสการคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจากบรรดาเอ็นจีโอและประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้ากระบี่กำลังการผลิต 800 เมกะวัตต์ ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เดินสายชี้แจงความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผนพีดีพี 2015
“แผนพีดีพี 2015 เป็นแผนแรกที่บูรณาการและเชื่อมโยงแผนพลังงานทุกแผน คือ ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซ พลังงานทดแทน แผนอนุรักษ์พลังงาน เข้าด้วยกัน และมีการปรับสมดุลใน 3 ด้านหลัก คือ ด้านความมั่นคง ด้านราคาพลังงาน และด้านสิ่งแวดล้อม” ทวารัฐ เกริ่นพร้อมย้ำว่า พื้นที่ภาคใต้จะต้องมีโรงไฟฟ้าใหม่ และต้องมีการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงด้วย
“หากไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่ภาคใต้อาจก่อเกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางด้านพลังงาน เพราะกำลังผลิตที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับแผนการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าได้ หากเกิดเหตุสุดวิสัยต่างๆเช่น โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ขัดข้อง ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้จึงมีความจำเป็น เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและจำเป็นต้องกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตด้วย เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง”ทวารัฐ กล่าว
นั่นส่งผลให้การเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เป็นภารกิจที่กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นตามแผน
ทวารัฐ ระบุว่า การก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ถือว่ามีความจำเป็น โดยเป็นการก่อสร้างในจุดเดิมที่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว เพราะหากเปลี่ยนไปสร้างที่อื่นจะเกิดความยุ่งยากมากกว่านี้มาก ทั้งเรื่องการบริหารจัดการ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสายส่ง เป็นต้น ขณะที่ปัจจุบันไทยมีโรงไฟฟ้าเฉพาะในฝั่งทะเลอ่าวไทย แต่ทางฝั่งทะเลอันดามัน ประเทศไทยไม่มีโรงไฟฟ้าเลยทำให้ที่ผ่านมา จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย มีปัญหาไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับมากกว่าพื้นที่อื่นๆ
“ปกตินักท่องเที่ยวจะใช้ไฟมากกว่าคนทั่วไป 4 เท่า ฉะนั้นภาคใต้ฝั่งอันดามันควรมีโรงไฟฟ้าใหม่มารองรับ อย่างเมื่อ 2 ปีก่อนที่เกิดเหตุฟ้าผ่าสายส่งจนเป็นเหตุให้ไฟฟ้าดับทั้งเกาะสมุยนานถึง 58 ชั่วโมง การมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ยังเป็นความจำเป็นอันดับแรก”
ทว่า หากโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ทั้งโรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ไม่สามารถก่อสร้างได้ ทวารัฐ บอกว่า สนพ.ได้วางแผนดึงไฟฟ้าจากภาคกลางลงไปภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมา ครม.อนุมัติให้ กฟผ.สร้างสายส่ง 3 โครงการ วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการสายส่งจากราชบุรีลงไปสุราษฎร์ธานี 2.โครงการต่อสายส่งจากสุราษฎร์ธานีไปภูเก็ต และ 3.ลงทุนสายส่งขนาด 500 KV จากสุราษฎร์ธานีไปหาดใหญ่
“หากสร้างโรงไฟฟ้าไม่ได้ ก็ต้องปรับแผนพีดีพีใหม่ ซึ่งปกติจะปรับทุกๆ 3 ปีอยู่แล้ว แต่ก็อยากย้ำว่าโรงไฟฟ้าในภาคใต้มีความจำเป็น และมีนัยสำคัญต่อการลงทุน ปัจจุบันภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 3,200 เมกะวัตต์ แต่เป็นกำลังการผลิตที่ใช้ได้จริง 2,900 เมกะวัตต์ ล่าสุดความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้สูงสุดอยู่ที่ 2,500 เมกะวัตต์ หากโรงไฟฟ้าจะนะ 710 เมกะวัตต์ จ่ายไฟฟ้าไม่ได้ ก็เสี่ยงไฟฟ้าจะดับในภาคใต้ทันที ขณะที่ในปี 2563 ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มเป็น 3,200 เมกะวัตต์ ถ้าไม่มีโรงไฟฟ้าเพิ่ม ความมั่นคงด้านไฟฟ้าจะต่ำกว่ามาตรฐาน” ทวารัฐ ทิ้งท้าย







