
ผนึกเพื่อนบ้านปั้นเขตศก. ผลักดันเออีซีโตแกร่ง
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
เชื่อว่าช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คนจำนวนมากคุ้นหูกับคำว่า“เขตเศรษฐกิจพิเศษ” แล้ว เพราะทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง หรือซีแอลเอ็มวี ที่ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงไทย ต่างหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นนโยบายสำคัญที่จะใช้กระตุ้นการลงทุนและเศรษฐกิจในประเทศ
หากเปรียบเทียบกันแล้ว จะเห็นว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมามีความคึกคักและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก เห็นได้จากการที่รัฐบาลเมียนมาได้พยายามเร่งผลักดันการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ เขตเศรษฐกิจติละวา เขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิว และเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ให้เสร็จก่อนเปิดประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และยังเร่งรัดให้เกิดเขตเศรษฐกิจชายแดนอีก 19 แห่ง ตามแนวพรมแดน โดยเฉพาะกับไทยและจีน
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมส่งเสริมให้มีการลงทุนและความร่วมมือในการประกอบธุรกิจจากนานาประเทศ รัฐบาลเมียนมาได้เริ่มประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยเขตเศรษฐกิจพิเศษฉบับใหม่ ในการกำหนดอาณาเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดต่างๆ และกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุน
สำหรับเขตเศรษฐกิจชายแดนของเมียนมาที่เริ่มเห็นความชัดเจนแล้วคือ “เขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี” ซึ่งตั้งเป้าให้เป็นเมืองคู่แฝดกับ “เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแม่สอด”
สมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศทั้งชาวไทย จีน สิงคโปร์ รวมทั้งชาติในทวีปอเมริกาและยุโรป ได้ทำหนังสือถึงผู้นำเมียนมา เพื่อขอเข้าไปลงทุนในโครงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วจำนวนมาก โดยแจ้งความประสงค์ที่จะประกอบธุรกิจในเมียนมาทั้งขนาดเล็ก มีสัดส่วนประมาณ 60% ขนาดกลาง 26% และขนาดใหญ่ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหนัก 18% โดยธุรกิจทั้งหมดจะอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเมียนมาและกฎหมายแห่งรัฐ
“เมียนมามีโครงการพัฒนาประเทศและเตรียมการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างมิติใหม่ทางเศรษฐกิจ รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจะใช้เมียวดีนำร่องเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อรองรับกับการพัฒนาการค้าชายแดนและการลงทุนในโครงการต่างๆ ระหว่างไทย-เมียนมา ที่นครแม่สอด เพราะเป็นศูนย์กลางทางการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และเป็นหนึ่งในประตูอาเซียนที่สำคัญแห่งหนึ่ง”สมศักดิ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเมียนมาจะเร่งเดินหน้าเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่มอีกในหลายพื้นที่ เช่น เมืองผาอัน มะละแหมง ทวาย และเกาะสองด้วย ซึ่งจะเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวล้วนเป็นจุดที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศไทยได้ทั้งสิ้น
ด้าน ธีระชัย ชุติมันต์ ประธานหอการค้าจังหวัดกาญจนบุรี มองว่า นโยบายผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมานั้น จะช่วยส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับเมียนมา อีกทั้งยังจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้เติบโต โดยเฉพาะโครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ที่จะเชื่อมโยงกับท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังของไทย ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน โดยเมียนมาจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทวาย และไทยจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด
“โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมีเป้าหมายในการเปิดประตูการค้าสู่ตลาดตะวันตก โดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกาด้วยการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและศุลกากร อันเป็นเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ ทวาย-กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง-กัมพูชา-เวียดนาม ถือเป็นการเชื่อมโยงด้านพื้นที่เศรษฐกิจและกิจกรรมเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศในแถบทะเลจีนใต้ผ่านทะเลอันดามันสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเส้นทางที่ส่งสินค้าทั้งไปและกลับทางนํ้าผ่านไปสู่กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนและเวลาในการขนส่งได้มาก ทั้งยังสามารถช่วยพัฒนาการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เจริญเติบโตในระยะยาว”ธีระชัย ระบุ
นอกจากเมียนมาแล้ว ประเทศ อื่นๆ ในอาเซียนต่างมีนโยบายเร่งผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เกิดขึ้น เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างกัน เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน ของ สปป.ลาว จะช่วยส่งเสริมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนมุกดาหารของไทย และเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกงของกัมพูชาที่สามารถเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จ.ตราด ของไทย เป็นต้น
อัทธ์ พิศาลวานิช อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ประเทศที่มีชายแดนติดกันควรจะหารือและร่วมกันพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งในเรื่องของสิทธิประโยชน์ อุตสาหกรรมที่ต้องการส่งเสริม เพื่อให้เป็นการพัฒนาที่ส่งเสริมกันและกันมากกว่าเป็นการแข่งขัน
“ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือ แต่ละประเทศพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแบบต่างคนต่างทำ ทั้งๆ ที่ควรร่วมกันพัฒนา อาจมีการแบ่งงานกันทำ เช่น แม่สอดและเมียวดี อาจให้แม่สอดเป็นฮับผลิตเสื้อผ้า ส่วนเมียวดีสนับสนุนด้านแรงงานและการขนส่งไปยังกรุงย่างกุ้ง เพื่อกระจายสินค้าไปยังพื้นที่อื่นและส่งออกต่อไป หากมองว่าอาเซียนต้องการเป็นฐานผลิตเดียวกัน ก็ควรจะหารือกันและร่วมกันลงทุน” อัทธ์ กล่าว
คงเห็นแล้วว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากต่างชาติยังเป็นสิ่งที่ประเทศในอาเซียนต้องการ จึงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละประเทศจะงัดมาตรการและสิทธิประโยชน์มาจูงใจนักลงทุนให้ไปลงทุนในประเทศของตัวเอง แต่หากต้องการให้เศรษฐกิจของอาเซียนขยายตัวแบบยั่งยืน การพัฒนาควรจะพิจารณาทั้งความพร้อมของตัวเองและเพื่อนบ้าน เน้นการพัฒนาแบบเติบโตไปด้วยกันมากกว่าจะแข่งขันกัน







